.jpg)
Meteor (1979) | ⭐⭐
Director: Ronald Neame
Genres: Action | Drama | Sci-Fi | Thriller
มนุษยชาติต้องเจอปัญหาระดับภัยล้างโลก เมื่อมีอุกกาบาตขนาดกว้างเกือบห้าไมล์ (แปดกิโลเมตร) กำลังเคลื่อนตัวมาที่โลก ซึ่งคนที่จะกู้วิกฤตครั้งนี้ได้คือดร.พอล แบรดลี่ย์ (Sean Connery) ผู้คิดค้นยานอวกาศที่ชื่อเฮอร์คิวลิส ซึ่งติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์อยู่นอกโลก ทว่ายังมีอำนาจทำลายล้างไม่มากพอ ต้องขอความร่วมมือสหภาพโซเวียตที่แอบทำยานอวกาศบรรทุกนิวเคลียร์ไว้นอกโลกเช่นกัน

นอกจากเป็นหนังภัยล้างโลกแล้ว สิ่งที่เห็นชัดเจนคือสอดแทรกการเมือง ซึ่งเป็นการขอความร่วมมือระหว่างประเทศที่ไม่ค่อยจะลงรอยกัน ภายใต้สถานการณ์ที่ฉุกเฉินจะลดอคติต่อกันได้หรือไม่ โดยตลอดทั้งเรื่องจะเป็นการพูดคุยไปมาระหว่างสองฝ่ายเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ เริ่มต้นจากการไม่ยอมว่าตัวเองมีอาวุธนิวเคลียร์ที่อยู่นอกโลก เพราะเป้าหมายไม่ได้ใช้เพื่อป้องกันอันตรายจากนอกโลก แต่เป็นการเตรียมไว้ใช้โจมตีประเทศนั้นๆ ทำให้อาวุธอันทรงพลานุภาพจะถูกเปิดเผยไม่ได้
ระหว่างที่ถกเถียงกันไปมาเกี่ยวกับการช่วยเหลือและแผนการต่างๆ จะมีสอดแทรกฉากที่มีเศษเสี้ยวอุกกาบาตเข้าปะทะโลกตามมุมต่างๆ สร้างความเสียหายมากมาย ซึ่งสร้างความอลังการและพลังทำลายล้างได้น่าสะพรึงระดับนึง แต่ด้วยเทคนิคพิเศษเป็นไปตามยุคสมัย ทำให้อาจจะไม่สมจริงสักเท่าไร โดยเฉพาะการใช้โมเดลจำลองที่หลอกตาพอสมควร
ถ้าการเล่าเรื่องมีความชัดเจนและกระชับมากกว่านี้จะดีขึ้นมาก เพราะช่วงแรกหรือเกือบทั้งเรื่องมีความเป็นวิชาการหรือทางราชการมากเกินไป ซึ่งเข้าใจได้ว่าต้องการสื่อถึงขั้นตอนการทำงานของรัฐบาลที่ยุ่งยากและซับซ้อน ไม่กล้าเสี่ยงจนกว่าจะมั่นใจซะก่อน ทำให้อาจจะพลาดหรือล่าช้า ดังนั้นกว่าจะตัดสินใจจัดการอุกกาบาตที่กำลังชนโลก สิ่งที่ต้องแลกมาคือความเสียหายที่เกิดขึ้นไปบางส่วนแล้ว อีกทั้งความสนใจอยู่ที่อุกกาบาตขนาดใหญ่มากเกินไป ทำให้ลืมวิธีป้องกันหรือเตือนภัยเกี่ยวกับเศษเสี้ยวอุกกาบาตที่มาถึงก่อน

สิ่งที่ชอบอย่างหนึ่งคือนักแสดง Sean Connery ที่รับบทเป็นคนมีความรู้ที่คิดค้นโครงการนำนิวเคลียร์ไว้นอกโลก แต่ตัวเองต้องกลับไปทำงานให้รัฐบาลอีกครั้ง ทั้งที่กำลังมีความสุขกับกิจกรรมส่วนตัว ทำให้แสดงถึงความเบื่อหน่าย แม้สถานการณ์จะวิกฤติแค่ไหน แต่คนที่ทำงานยังมีอีกตั้งหลายคน จะมาเรียกคนที่ออกจากงานไปแล้วทำไมอีก ดังนั้นสิ่งที่แสดงออกมาจึงความผสมระหว่างเอาจริงกับเล่น และมีเล่ห์เหลี่ยม
แม้หนังจะมีจุดด้อยให้น่าบ่นพอสมควร แต่เป็นการบ่นไปพลางสนุกไปพลาง เพราะมีบรรยากาศความตึงเครียดแบบสงครามเย็น บางครั้งมีการถกเถียงไปมาในลักษณะเสียดสีล้อเลียน ทำให้มีตลกร้ายร่วมด้วย ส่วนมีอะไรน่าจดจำหรือไม่ คงตอบได้แค่ว่ามีฉากโคลนทะลักจากผลกระทบเศษเสี้ยวอุกกาบาตชนโลก ทำให้นักแสดงเลอะเทอะกันไปหมดเพราะต้องหนีตายจากปริมาณโคลนทะลักมหาศาล ซึ่งลื่นและน่าอึดอัดสุดๆ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น