
Black Phone 2 (2025) | ⭐⭐⭐⭐
Director: Scott Derrickson
Genres: Horror
แม้เรื่องราวร้ายๆ จะผ่านไปหลายปี แต่ฟินน์ (Mason Thames) เด็กชายที่เคยถูกเดอะแกร็บเบอร์ลักพาตัว ก่อนจะหนีรอดและจัดการเขาได้ยังคงถูกอดีตรบกวนชีวิตตลอดเวลา อีกทั้งยังได้ยินเสียงโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากเหยื่อที่เสียชีวิต และเกว็น (Madeleine McGraw) น้องสาวที่สามารถรับรู้การมีตัวตนของเดอะแกร็บเบอร์ ซึ่งพบว่าเขากลับมาแก้แค้นอีกครั้งในรูปแบบเหนือธรรมชาติ

เอาจริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นใน The Black Phone (2021) หรือภาคแรกได้จบสิ้นเรื่องราวไปหมดแล้ว ฆาตกรไม่ได้หนีรอด และไม่ได้ทิ้งประเด็นอะไรให้คิดจะมีภาคต่อได้เลย แต่กลายเป็นว่าการสานต่อได้เปลี่ยนฆาตกรโรคจิตมาเป็นผีแทน ซึ่งมาแก้แค้นในรูปแบบฝันร้ายที่ฆ่าได้ในตอนที่หลับ
เปรียบเทียบกับภาคแรกแล้วค่อนข้างแปลก จากฆาตกรโรคจิตมาเป็นผีที่ไม่รู้ทิศทางจะบวกหรือลบ แต่ส่วนตัวค่อนข้างชอบในการปรับความสยองขวัญให้แตกต่างจากเดิม เพราะภาคแรกคนที่เป็นเหยื่อยังกลายเป็นผีได้ ดังนั้นจะเป็นยังไง ถ้าคนที่ตายคือเดอะแกร็บเบอร์แล้วมาเป็นผีอีกครั้ง
.gif)
ความหลอนในฉากความฝันด้วยวิธีนำเสนอแบบ Analog Horror ชวนให้ขนลุกจากเสียงที่หยาบและภาพที่คลุมเครือ วิธีฆ่าเหยื่อที่รุนแรงแบบไม่ลังเล ทำให้ไม่ต่างกับหนังประเภท Gore ในยุค 70s ที่มองเห็นไม่ชัดเจน แต่การกระทำรุนแรงชัดเจน อีกทั้งแอบชวนให้คิดถึงแฟรนไชส์ A Nightmare on Elm Street ที่ใช้ประเด็นการตายในความฝันเท่ากับตายในชีวิตจริง หรือการเจ็บ หรือเอาอะไรมาจากความฝันจะเกิดขึ้นจริงได้ กระนั้นไม่ได้รู้สึกเป็นการลอกเลียนแบบแต่อย่างใด เพราะไม่ได้ตั้งใจให้เหมือนกันขนาดนั้น คนที่ไม่ได้หลับหรือฝันยังเจอกับเดอะแกร็บเบอร์ได้ ซึ่งเงื่อนไขตรงนี้ต้องไปพิสูจน์เพิ่มเติมกันเอาเอง
การเลือกตัวละครเดิมในมุมมองที่ผ่านมาหลายปี สิ่งที่เห็นได้จากการเป็นวัยรุ่นคือความรุนแรงและความหวาดกลัว เรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตยังกลายเป็นบาดแผลที่รักษาไม่หาย โดยเฉพาะกับฟินน์ที่ประสบเหตุการณ์โดยตรง และยังคงถูกเสียงเรียกจากโทรศัพท์ตามหลอกหลอน ซึ่งเดิมเป็นโทรศัพท์บ้านที่เสียไปแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ไร้การใช้งาน
.gif)
จากความหวาดกลัวที่ยังมีอยู่ ทำให้ฟินน์เลือกจะหนีไปเรื่อยๆ ไม่อยากยอมรับความจริงว่าตัวเองเคยเป็นเหยื่อมาก่อน จากปมนี้ได้กลายเป็นสิ่งที่ต้องก้าวข้ามไปให้ได้ ซึ่งเป็นประเด็น Coming of age ที่ต้องต่อสู้กับเดอะแกร็บเบอร์ที่อยู่ในใจ และอยู่เหนือธรรมชาติ
จากภาคแรกฟินน์คือตัวละครหลักเพราะถูกเดอะแกร็บเบอร์ลักพาตัว แต่ครั้งนี้จะให้เกว็นหรือน้องสาวฟินน์มีบทบาทเทียบเท่าหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะเป็นคนที่เดอะแกร็บเบอร์เข้ามาในฝัน รวมถึงรับรู้เรื่องราวที่ยังไม่มีการเปิดเผยหรือความลับของเดอะแกร็บเบอร์ ดังนั้นจึงเป็นตัวละครที่สำคัญจากความสามารถและใจสู้ เพื่อให้พี่ชายและเหยื่อที่ยังวนเวียนได้เป็นอิสระ
ภายใต้หน้ากากของเดอะแกร็บเบอร์คือนักแสดง Ethan Hawke ที่ยังคงรับบทเช่นเดิม ซึ่งภาคแรกเห็นหน้าตาน้อยอยู่แล้ว แต่ทุกครั้งที่เห็นสัมผัสได้ถึงความโรคจิต ส่วนครั้งนี้ยิ่งน้อยกว่าเดิมจนแทบไม่เห็นหน้าเลย เพราะแสดงความน่ากลัวผ่านหน้ากาก มีการเปลี่ยนไปตามอารมณ์และสถานการณ์ เพิ่มมิติความเหี้ยมให้มากขึ้น

ภาคต่อที่เติมเต็มตัวละครเกี่ยวกับชีวิตหลังประสบเคราะห์ร้าย ซึ่งน้อยนักจะเห็นเรื่องราวต่อจากนั้นเพราะมักจบตรงที่ผู้ร้ายตาย ส่วนคนรอดยังถูกหลอกหลอน จะใช้ชีวิตให้ปกติแบบเดิมได้อย่างไรคือมิติที่ได้เห็นจากความเติบโตของตัวละครที่ต้องสู้ ไม่ใช่หนีปัญหาเพราะกลัว
การกลับมาของเดอะแกร็บเบอร์อาจเป็นที่สงสัยพอสมควร แม้จะบอกว่าตกนรกไปแล้วยังกลับมาได้ รวมไปถึงวิธีต่อกรที่อาจสูตรสำเร็จไปสักหน่อย กระนั้นความกล้าเขียนบทแบบนี้แล้วเล่าเรื่องได้น่าสะพรึงกลัวและไม่น่าเบื่อจึงชื่นชอบไม่ต่างกับภาคแรก การทำให้เรื่องธรรมดาให้เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติพร้อมกับเล่าเรื่องให้ทุกอย่างดูเข้ากัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะไหลลื่นเข้ากับภาคแรก ทั้งที่มุมมองคนละด้านด้วยซ้ำ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น