The Dead Zone (1983) มิติมรณะ

The Dead Zone (1983) | มิติมรณะ
Director: David Cronenberg
Genres: Drama | Horror | Sci-Fi | Thriller
Grade: B+

"จะเป็นยังไงถ้าต้องหลับไปหลายปีแล้วตื่นขึ้นมาพร้อมพลังพิเศษ"

นี่ไม่ใช่หนังแนวซูเปอร์ฮีโร่ที่ใช้พลังวิเศษช่วยคนในลักษณะที่สดใส แต่เป็นความหม่นหมองของผู้ใช้อย่าง จอห์นนี่ สมิธ (Christopher Walken) ที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวยเพราะความรักกับ ซาร่าห์ แบรคเนลล์ (Brooke Adams) แต่ทุกอย่างต้องพังทลายลงเพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนต้องนอนโคม่าอยู่ 5 ปี กระทั่งเขาฟื้นขึ้นมาต้องพบว่ามีความสามารถรู้ถึงอดีตและอนาคตได้ ขอแค่เพียงสัมผัสใครคนนั้นจะมีภาพนิมิตรขึ้นมาทันที ซึ่งพลังนี้เองทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปอย่างไม่อาจหวนคืน


ถ้าเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่คงเดาทางกันไม่ยาก แต่นี่คือมุมมองของคนที่สูญเสียและพลังเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับทั้งชีวิตที่ผ่านมา เนื่องจากเวลาที่ผ่านไปตลอดหลายปีได้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ฟื้นคืนมาต้องเสียคนรัก เสียงาน เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการหัดเดิน สุดท้ายกลายเป็นคนที่ไม่เหลืออะไรเพราะไม่อาจพึ่งพาตัวเองได้ ต้องประคับประคองชีวิตทั้งสภาพร่างกายและจิตใจที่ไม่สมบูรณ์ดังเดิม

ดัดแปลงมาจากนิยายของ Stephen King โดยเนื้อหาอ้างอิงจากเรื่องจริงของชายที่ชื่อ Peter Hurkos ผู้ประสบอุบัติเหตุตกบันไดและหัวกระแทก นั่นทำให้เขามีพลังจิตสัมผัสในเวลาต่อมา ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นไม่อาจอธิบายได้ชัดเจนว่าทำไม แต่ได้กลายเป็นความเชื่ออย่างหนึ่งไม่ต่างกับเรื่องราวในหนังเรื่องนี้ที่ให้มุมมองของพลังว่าคือความหวังสำหรับทุกคน ในทางกลับกันไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องการสำหรับบางคนเสมอ แล้วจะเป็นยังไงถ้ารู้ว่าเขาหรือเธอทำอะไรมาในอดีตหรืออนาคตที่ไม่ถูกต้อง


การมีพลังรู้อดีตหรืออนาคตสามารถช่วยชีวิตให้รอดจากความตาย ทว่าเป็นดาบสองคมสำหรับคนรู้เพราะต้องตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนแปลงหรือปล่อยให้เป็นไป ซึ่งจอห์นนี่ยินยอมใช้พลังช่วยสืบคดีจนนำไปสู่คนร้ายตัวจริงได้สำเร็จ กระนั้นต้องเจ็บปวดที่เห็นเหยื่อถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา จากภาพนิมิตรที่สมจริงจึงเป็นเรื่องเจ็บปวดที่ไม่อาจเข้าช่วยเหลือเพราะไม่สามารถย้อนอดีตแก้ไขได้ ถ้าให้คิดตามความรู้สึกตัวละครจะเห็นถึงความเจ็บใจจากสิ่งที่รู้ แต่ได้แค่รู้เท่านั้น การให้คนรักกลับมารักเขาอีกครั้งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

David Cronenberg เล่าเรื่องได้เก่งในการเข้าถึงตัวละคร ทำให้ทุกอย่างออกมาเป็นมิติเดียวกันหมด ไม่มีจุดไหนที่รู้สึกโดดเด่นเกินไปและไม่มีสิ่งไหนที่น้อยเกินไป แต่อาจไม่เหมาะกับทุกคนเพราะวิธีการเล่าจะเรื่อยๆเอื่อยๆแทบทั้งเรื่อง กว่าจะมีจุดตื่นเต้นก็ไม่บ่อยนัก กระนั้นนานๆจะมีฉากตื่นเต้นชวนลุ้นทำให้น่าติดตามอย่างต่อเนื่องเพราะมีเรื่องราวที่ไม่แน่นอนตลอดเวลา ไม่ต่างกับความหนาวเย็บที่เย็นชา แต่ลุ่มร้อนภายในใจอยู่เสมอ


ราวกับดูหนังชีวิตที่หดหู่ไม่มากแต่ได้อะไรหลายอย่างที่เจ็บปวด โดยเฉพาะความรักที่ไม่ต่างกับหนังรักทั่วไป แค่ไม่สมหวังและยังโหยหาแก่กันอยู่เสมอ ทว่าสถานะทั้งสองไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เวลาเจอหน้ากันหรือพูดคุยจึงเป็นความดีใจเคล้าน้ำตาเพราะในวันนี้ไม่เหมือนเช่นวันวาน ซึ่งประเด็นความรักเป็นข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งที่ไม่ว่ายังไงก็แพ้ระยะทางอยู่ดี ยิ่งกับคนที่ทำอะไรไม่ได้และไม่รู้จะตื่นตอนไหนก็ทำได้แค่รอ นับเป็นฉากที่สะเทือนอารมณ์ไม่น้อย ยิ่งการได้อยู่ด้วยกันอีกครั้งแต่สถานะระหว่างสองไม่เหมือนเดิมยิ่งเห็นยิ่งน่าหดหู่เหมือนตัดสินใจพลาด ซึ่งไม่อาจแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว

หลายประเด็นถูกซ้อนเอาไว้ในหนัง ซึ่งแต่ละอย่างมาพร้อมกับจุดเปลี่ยนของชีวิต ถ้าตัดสินใจถูกจะนำพาไปสู่ช่วงเวลาที่ดี แต่ถ้าตัดสินใจผิดพลาดย่อมมาพร้อมกับความสูญเสีย แต่สิ่งที่มักไม่รู้คืออนาคตเพราะไม่เหมือนปัจจุบัน อะไรๆก็เกิดขึ้นได้เสมอ จอห์นนี่จึงเสมือนสิ่งเตือนใจ ทว่าการเชื่อสิ่งที่ไม่รู้จะเกิดหรือไม่ นั่นเป็นความท้าทายเพราะไม่มีข้อพิสูจน์ ไม่ต่างกับนักการเมืองที่นำเสนอตัวเองในเชิงบวกที่พอรู้ว่าคิดผิดก็ไม่อาจปฏิเสธว่าตัวเองเลือกมากับมือ


The Dead Zone เป็นหนังช้าๆที่เก็บเกี่ยวตัวละครและหมายความของชีวิตในลักษณะที่เที่ยงตรง จะไม่มาดีใจจนเกินตัว แม้แต่การช่วยชีวิตใครสักคนยังเป็นเรื่องยากเพราะบางครั้งอาจไม่ใช่อย่างที่ใครเห็น ฉากการตัดสินใจเพื่อเปลี่ยนแปลงอนาคตที่แสนยิ่งใหญ่แม้จะไม่ระทึกเร้าใจ ทว่าสัมผัสได้ถึงความเป็นฮีโร่ที่ใครหลายคนอาจตีตราเป็นคนบ้า แต่ถ้าใครได้เห็นว่าทำไมต้องทำจะเข้าใจและทราบซื้งในจุดนี้ ทั้งนี้ทั้งนั้นฉากที่น่าเศร้าและถึงอารมณ์เต็มไปด้วยเย็นชา ไม่ต่างกับแต่ส่วนหนึ่งของสังคมเพียงคนหนึ่งเท่านั้นเอง

รูปภาพของฉัน
เกิดปี 2538 (1995) แค่คนที่เรียนจบสาธารณสุขศาสตร์ แต่ชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ ที่เขียนรีวิวเพราะอยากแบ่งปันความรู้สึกที่ตัวเองมีให้อ่าน และกำลังทำช่อง YouTube เกี่ยวกับหนังสือ(การ์ตูนเป็นหลัก)