แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 1988 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 1988 แสดงบทความทั้งหมด

Moontrap (1988)

Moontrap (1988) | 
Director: Robert Dyke
Genres: Horror | Sci-Fi

เอาเป็นว่างานภาพหรือเทคนิคพิเศษถือว่าดีตามยุคสมัย โดยเฉพาะงานภาพที่ถ่ายทอดอารมณ์ลึกลับพิศวง ฉากไหนที่เป็นมุมกว้างจะมีความอลังการที่แฝงอันตราย ซึ่งเหมาะสมกับความไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างบนดวงจันทร์ แต่ประเด็นอยู่ที่การเล่าเรื่องที่เหมือนจะไหลไปเรื่อย และบางอย่างชวนให้ตลกหน้าตายชอบกล

The Dead Pool (1988) โพยสั่งตาย

The Dead Pool (1988)
โพยสั่งตาย
Director: Buddy Van Horn
Genres: Action | Crime | Mystery | Thriller
Grade: C+

ดำเนินมาถึงภาค 5 แล้วกับนายตำรวจ แฮร์รี่ คัลลาแฮน (Clint Eastwood) มือปราบจอมโหดที่ไม่เคยปล่อยเหล่าอาชญากรหลุดรอดมือไปได้ มาคราวนี้กลายเป็นว่าต้องเป็นเป้าสังหารเสียเอง นั่นเพราะมีการเขียนโพยที่รวมรายชื่อคนดังมากมาย โดยรายชื่อดังกล่าวจะต้องตายภายในเร็วๆนี้แล้วก็มีคนตายจริงๆ ทว่าในรายชื่อนั้นมีชื่อแฮรี่ปรากฏอยู่ในโพยด้วย ทำให้ต้องเร่งหาตัวการคนร้ายให้เจอก่อนที่จะมีใครต้องจบชีวิตลงตามโพยที่เขียนเอาไว้

Shoot to Kill (1988) ล่าสุดขั้ว

Shoot to Kill (1988)
ล่าสุดขั้ว
Director: Roger Spottiswoode
Genres: Action | Adventure | Crime | Drama | Thriller
Grade: B+

อีกแนวกับกึ่งผจญภัยที่พาเอาเหนื่อยเหลือเกินกับการไล่ตามคนร้ายตั้งแต่ในเมืองไปจนเดินป่าขึ้นเขาและไปจบกันที่เรือข้ามฝั่ง แต่กว่าจะเป็นเรื่องราวขนาดนี้ต้องเริ่มกันที่ วอร์เรน สแตนติน (Sidney Poitier) เจ้าหน้าที่เอฟบีไอที่ถูกคนร้ายซ้อนแผนลอยนวลไปอย่างง่ายดาย กระทั่งสืบจนรู้ว่ากำลังเดินทางหลบหนีเข้าป่าจึงตามจับอย่างเร่งด่วน ทว่าการขึ้นเขาลงห้วยไม่ใช่เรื่องง่ายจึงหาผู้ช่วยชำนาญทางอย่าง โจนาธาน น็อค (Tom Berenger) มาตามรอยเท้าก่อนที่จะหนีรอดไปในที่สุด

Mississippi Burning (1988) เมืองเดือดคนดุ

Mississippi Burning (1988) | เมืองเดือดคนดุ | S
Director: Alan Parker
Genres: Crime | Drama | History | Mystery | Thriller

เป็นหนังดีที่ถูกมองข้ามและไร้ชื่อไร้เสียงจนไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในวงกว้างสักเท่าไร ส่วนหนึ่งอาจเพราะประเด็นสีผิวที่รุนแรงขนาดที่ว่าฆ่าล้างบางอย่างไร้ความเยื่อใยจนอาจทำให้หลายคนไม่พอใจ แต่ยังไงเสียเนื้อเรื่องก็ได้อิงจากเหตุการณ์จริงในปี 1964 ที่สร้างความทุกข์ร้อนถึงคนผิวสีจนไม่เหลือความเป็นมนุษย์ร่วมโลก เพราะอะไรทำไมถึงจงเกลียดจงชังคนผิวสีนัก เพราะผิวดำไม่ใช่ผิวขาวที่ดูบริสุทธิ์งั้นเหรอ เพราะไม่ขาวจึงไม่สมควรอยู่กัน เพราะอะไรนั้นคือคำถามที่สะเทือนใจ คนเราตัดสินใครบางคนหรือกลุ่มคนเพียงเพราะสีของผิวที่ไม่เหมือนกัน แน่นอนว่าเรื่องนี้มีมาตั้งแต่ยุคสมัยไหนก็ยังเป็นอยู่เสมอไม่สามารถลบอคติเช่นนี้ได้หมดหลายครั้งคนผิวสีถูกมองในเรื่องผัวพันในสิ่งที่ผิดอยู่เสมอ ดีไม่ดีถูกเป็นผู้ต้องสงสัยเพราะเป็นคนผิวดำทั้งที่ควรให้เหตุผลอื่นเข้าท่ากว่านี้ นึกแล้วก็ไม่รู้จะว่ายังไงนอกจากเป็นความแตกต่างแค่เปลือกที่สะท้อนไปถึงก้นบึ้งของอีกคนจนถึงข้างใน ความเป็นจริงที่แสนน่ารังเกลียดที่แบ่งแยกความเป็นคนด้วยคนกันเองเพราะผิวที่ไม่เหมือนกัน


นักต่อสู้สิทธิมนุษยชนตัวจริงที่หายไปในมิสซิสซิปปี

เรื่องได้เปิดด้วยความฉงนใจจากกลุ่มวัยรุ่น 3 คนที่รู้ในภายหลังว่าคือนักต่อสู้สิทธิมนุษยชนที่กำลังขับรถวิ่งกลางดึกอยู่ดีๆได้ถูกรถหลายคนไล่กวดแบบไม่แซงไม่ปล่อยต้องหยุดถึงยอม ซึ่งการหยุดรถเพื่อหวังเจรจากลายเป็นความผิดมหันต์เพราะนั้นทำให้เจ้าหน้าที่เอฟบีไอ 2 นายคือรูเพิร์ต เอ็นเดอร์สัน (Gene Hackman) และอลัน วอร์ด (Willem Dafoe) ต้องมาเยือนแดนใต้ในรัฐมิสซิสซิปปีเพื่อสืบคดีนักต่อสู้สิทธิมนุษยชนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทว่าการสืบความจริงในถิ่นแปลกได้สร้างความแตกต่างระหว่างคนนอกกับคนในที่ไม่มีใครยินยอมร่วมมือกันแบบเต็มใจ จึงเป็นความปวดหัวของทั้งสองที่ยิ่งสืบยิ่งมืดแปดด้านมากยิ่งขึ้นจากความจริงที่ถูกปิดบังจากคนทั้งเมืองจนกลายเป็นตัวตลกที่หาเท่าไรก็ยิ่งสร้างความขำขันแก่ชุมชน แต่เบาะแสหนึ่งที่พบเกี่ยวกับชุมชนมิสซิสซิปปีแห่งนี้คือเรื่องของสิทธิมนุษยชนที่กำลังก่อความรุนแรงมากขึ้นเพราะสีผิว มันเป็นเรื่องของคนผิวดำที่ถูกรังแกจากคนผิวขาวแบบไม่ลืมหูลืมตาจะถูกจะผิดและกฎหมายไม่ช่วยอะไร

คู คลักซ์ แคลน (Ku Klux Klan - KKK) ถูกใช้เรียกกับลัทธิหรือกลุ่มคนที่ร่วมตัวกันต่อต้านคนผิวสีหรือนิโกรด้วยความรุนแรงแบบฆ่าได้ยิ่งดี เช่นเดียวกันกับเรื่องนี้ที่มีความรุนแรงระดับเกินเยียวยาที่ฆ่าแกงกันได้อย่างง่ายๆเพียงขอแค่ผิวดำก็เป็นเป้านิ่งให้ถูกทุบตีได้ทุกเมื่อ และที่ยิ่งกว่าคือสภาพของสังคมที่เหมือนถูกแบ่งแยกทางเพศที่มีให้เห็นจากการข่มเพศหญิงที่อ่อนแอกว่าจากเพศชายด้วยกำลัง ความไม่ประนีประนอมคือไม้เด็ดของหนังเรื่องนี้จนรู้สึกหลากหลายอารมณ์ในเวลากัน ทั้งเกลียดชัง เครียดแค้น หดหู่ และที่รู้สึกได้แน่นอนคือความไม่ยุติธรรม สำหรับ Mississippi Burning อาจจะใช้ประเด็นหลักเรื่องเหยียดสีผิวแต่โดยรวมแล้วยังมีประเด็นอีกมากมายที่สะท้อนออกมาตามที่กล่าวข้างต้น แต่สิ่งหนึ่งที่ทำได้น่าสนใจคือความหวาดกลัวจากผู้ถูกกระทำจนไม่กล้าหรือท้าทายหรือมีกำลังต่อสู้จนไม่ต่างกับคนอ่อนแอที่กลัวและไม่กล้าทำอะไร


ความหนักใจของเรื่องนี้เป็นความจริงที่ผู้ชมรู้อยู่ก่อนบ้างว่าใครคือคนทำ และด้วยเหตุผลบางประการทำให้รู้อีกด้วยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุอะไร ทว่าการรู้ไปก็เหมือนได้แค่พูดแล้วลอยไปตามอากาศ สิ่งที่บอกไม่ได้พิสูจน์ว่าจริงเท็จมากน้อยเพียงใดและไม่อาจหาคำตอบได้ภายใต้กรอบที่ยังมีอยู่ ด้วยสิ่งนี้เองทำให้รู้สึกว่าเรื่องนี้เต็มไปด้วยความหนักแน่นที่ยิ่งขุดคุ้ยมากเท่าไรยิ่งต้องพบความเจ็บปวดที่อยากระบายก็ไม่สามารถบอกได้เต็มปากเต็มคำ ในช่วงแรกจะไม่หนักหนาสาหัสเท่าไร แต่เมื่อยิ่งสถานการณ์ชวนบีบคั้นยิ่งขึ้นจะเห็นถึงความเป็นจริงของสังคมที่ไม่แคร์ไม่สนและไม่ช่วยเหลือ ฉากที่เห็นได้ชัดคือการสัมภาษณ์ของสื่อข่าวกับชาวบ้านในมิสซิสซิปปีเกี่ยวกับความเห็นการหายตัวไปของกลุ่มวัยรุ่น 3 คน โดยคนที่ให้สัมภาษณ์จะไม่สนความเป็นความตายเลยสักนิดและเบี่ยงเบนว่าทั้งหมดเป็นเรื่องโกหกที่สร้างขึ้นมา บางทีอาจเป็นเรื่องสนุกที่ต้องการปั่นหัวเล่นๆก็เป็นได้

การสัมภาษณ์ผ่านสื่อข่าวช่วยเปิดมุมกว้างเกี่ยวกับชุมชนมิสซิสซิปปีจนรู้สึกว่าเป็นเมืองที่ไม่น่าอยู่เลยสักนิด ทั้งนิสัยใจคอและยึดมั่นในถิ่นฐานเพราะมีวัฒนธรรมในแบบของตัวเอง กระนั้นการยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองเป็นก็กลายเป็นเรื่องเสียดสีของผิวสีหรือที่ได้ยินในหนังอยู่บ่อยครั้งว่า"นิโกร"ในมุมมองเห็นแก่ตัว การพูดคุยที่โยงใยจากการหายตัวของกลุ่มวัยรุ่นนักสิทธิมนุษยชนได้ไปเกี่ยวพันกับคนผิวสีในเชิงลบแบบไม่หวั่นผลกระทบในภายหลัง ทั้งว่าทั้งด่าแบบไม่หยาบแต่แรงเหลือร้ายจนไม่คิดว่าจะถูกประเมินให้ต่ำต้อยเพียงแค่ผิวสีต่างกันเท่านั้น การเชื่อมโยงเหตุการณ์จากเรื่องเล็กระดับบุคคลได้พัฒนาไปสู่ระดับชุมชนจากหนึ่งไปสิบจนถึงร้อยและหนักข้อมากขึ้น ถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งที่เจ็บแสบมากสุด คำตอบนั้นคือคนอย่างเราๆที่รับการปลูกฝั่งความเชื่อแบบผิดๆ แม้ว่าความเชื่อจะเปลื่ยนแปลงกันได้แต่จะทำยังไงหากเข้าถึงระดับวัฒนธรรมหรือลัทธิไปแล้ว ผลคือทุกคนเชื่อและคิดว่านี่แหละเหมาะสมอย่างที่เรียนรู้กันมา


สิ่งที่พิเศษที่สุดของเรื่องนี้เป็นการเล่าเรื่องแบบละเอียดทุกฝีก้าวตั้งแต่เข้าเมืองมิสซิสซิปปี ไล่ลำดับจากเล็กไปใหญ่ด้วยการเชื่อมโยงเข้าหากันอย่างแนบเนียนจนไม่คิดว่าการผูกเรื่องทั้งหมดจะบานปลายและใหญ่โตขนาดนี้ จะว่าก็ไม่แปลกหากอิงจากเหตุการณ์จริงที่ยุคนั้นยังเต็มไปด้วยการแบ่งแยกชนชั้น อะไรหลายอย่างยังโหดร้ายและเต็มไปด้วยอคติแบบเก่าจนเป็นความขัดแย้งระหว่างแนวคิดเดิมกับแนวคิดใหม่ที่ต้องการปฏิวัติเสรีภาพจากนักต่อสู้สิทธิมนุษยชนจนตัวตายอย่างไม่รู้ตัว นอกจากเนื้อหาสาระที่แฝงมาให้ขึ้นสุดลงสุดแล้วยังรวมแม้กระทั่งตัวละครที่เข้าไปหยั่งลึกถึงจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่อลันกับรูเพิร์ตที่มีความเข้าขาเพียงแค่ภายนอกเท่านั้น เอาจริงๆทั้งคู่มีความแตกต่างกันค่อนข้างมากจากรูปลักษณ์และอุดมการณ์ความคิดชนิดคนละฝั่งคนละฝา

อลันเป็นตัวละครที่ถูกเข้าหาในช่วงแรกจนเป็นตัวเด่นของเรื่อง ไม่ว่าจะวิธีการเสาะหาข้อมูลหรือตั้งสมมุติฐานก็ล้วนมาจากความจริงที่เป็นไปได้ทั้งสิ้น สิ่งที่อลันทำแทบจะเป็นไปตามตำราที่แสนเข้มข้นและจริงจังอยู่ตลอดเวลา จริงที่ว่าจะขาดความพลิกแพลงในการไขคดีแต่ความพิเศษของเขาคือการไม่ยอมอะไรง่ายๆ เมื่อความจริงไม่สามารถถูกคายออกก็ต้องเป็นคนหาความจริงนั้นให้เจอ ฉากอลันเอาจริงนับเป็นฉากที่ทรงพลังและชวนตื่นเต้นอย่างที่สุด ประกอบกับดนตรีประกอบสนสุดแสนตื่นตัวจนรู้สึกทึ่งแม้ไม่ได้ทำอะไร แต่อะไรนั้นการเรียกเจ้าหน้าที่แบบเหมายกคณะจัดเป็นอะไรที่น่าตกใจในการรับมือไขคดี มันแสดงให้เห็นตัวตนของอลันที่ไม่ยอมใครและเล่นให้สุดเท่าที่จะทำได้ แค่นั้นยังไม่พอหากการเรียกเจ้าหน้าที่นับร้อยมาไขคดีต้องหาสถานที่ทำงาน ซึ่งช่วงแรกกลายเป็นปัญหาของชุมชนระแวกนั้นโดยเฉพาะเจ้าของที่ให้ยืมที่มองว่าเป็นปัญหาไม่มีใครเข้ามาใช้บริการโรงแรม อลันจึงแก้ปัญหาแบบหักดิบซื้อสถานที่ไว้ใช้ทำงานจะได้ไม่ต้องมีปัญหาให้ยุ่งยาก


ทว่าวิธีการของอลันเป็นไปตามกรอบมากเกินไปจนนำไปสู่สงครามภายในระหว่างคนผิวสีที่ถูกย่ำยีจากคนผิวขาวเพราะเกรงว่าจะปริปากบอกอะไรที่โยงไปหาต้นตอได้ ซึ่งนั้นทำให้สังคมถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือเจ้าหน้าที่ที่ต้องการความจริงเพื่อปิดคดีแต่ทำไม่ได้เนื่องจากไร้ซึ่งความจริงและหลักฐานที่ชัดเจน รวมถึงพยานที่ไม่มีใครบอกอะไรได้เลยสักนิด กลุ่มสองเป็นคนผิวสีที่ถูกรังแก้และพยายามออกห่างจากทุกฝ่ายเพื่อรักษาชีวิตของตัวเองเพราะคิดว่าถ้าช่วยเจ้าหน้าที่หรือยุ่งเกี่ยวจะต้องจบชีวิตด้วยน้ำมือคนในมิสซิสซิปปี และกลุ่มสามเป็นคนขาวในมิสซิสซิปปีที่เห็นชัดว่ามีใครบ้างแต่บอกไม่ได้ว่าจริงมากแค่ไหน อาจจะเห็นอุดมการณ์หรือความคิดเข้าข้างตัวเองชวนโกรธแค้นจนน่าต่อยหน้า แต่ก็นั่นแหละความตั้งใจของเรื่องนี้ที่สะท้อนความชิงชังระหว่างมนุษย์กันเองจนน่าสังเวช

อลันเต็มไปด้วยความพยายามที่มุ่งมั่นตามแบบหนุ่มไฟแรงที่เอาจริงเอาจังจนลืมเรื่องพลิกแพลงกับศึกษาเรื่องสภาพสังคมให้กระจ่าง ผิดกับรูเพิร์ตที่ใจเย็นมาโดยตลอดเพื่อดูความเป็นไปของสังคมชาวเมืองมิสซิสซิปปีก่อนจะลงไม้เด็ดในช่วงท้ายของหนังด้วยกำลังไม้ป่าเมืองเถื่อนที่ดูย้อนแย้งและเสียดสีอย่างลงตัว อีกทั้งความสัมพันธ์ของทั้งสองให้มุมมองสองแง่ระหว่างตำแหน่งหน้าที่กับประสบการณ์ได้อย่างแนบเนียนระหว่างยุคสมัยการทำงานที่แตกต่าง คล้ายประเด็นความแตกต่างของสีผิวที่ไม่เหมือนกันแต่ทุกอย่างย่อมมีทางออกที่เหมือนกัน งานนี้ไม่ใช่แค่บทตัวละครที่ดูสนุกชวนน่าหลงใหลเพราะยังได้นักแสดงฝีมือดีอีกด้วย ซึ่ง Willem Dafoe และ Gene Hackman เล่นได้ดุเด็ดเผ็ดมันส์จริงๆ


สำหรับประเด็นเรื่องสีผิวค่อนข้างจะรุนแรงซะหน่อยถ้ามองในหลายอย่างๆ เช่น ฉากออกจากโบสถ์ที่มีคนผิวขาวส่วมถุงผ้าปิดบังใบหน้าพร้อมด้วยอาวุธในมือเพื่อใช้ทุบตี ฉากเข้าทำร้ายครอบครัวผิวสีแบบล้างบางไร้ที่อยู่ที่ทำกิน และฉากที่เห็นบ่อยคือการทำลายบ้านด้วยความไร้ปรานี อีกประเด็นที่ซ่อนอยู่คือการสืบทอดหรือสานต่อ ในเรื่องจะมีการพูดถึงการปลุกฝังความคิดความเชื่อจากคนรุ่นก่อนจนเหมือนเป็นความเคยชินที่เชื่อต่อกันมา เมื่อยุคสมัยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงให้อิสรภาพทุกสีผิวจึงเป็นความขัดแย้งไม่ตรงกับสิ่งที่ตัวเองรับมาจากคนรุ่นก่อนจนเป็นความต่อต้านเกิดขึ้น ด้วยประเด็นน้อยใหญ่อะไรก็แล้วแต่ที่สอดแทรกเข้ามาก็ล้วนมีความนัยกันหมดทั้งสิ้นและเชื่อมโยงเข้าหากันอย่างเป็นระบบระเบียบหาช่วงเวลาผ่อนคลายแทบไม่ได้ แม้กับฉากที่ไม่มีอะไรอย่างประชุมในโบสถ์หรือเดินประท้วงยังเต็ฒไปด้วยสัญลักษณ์และความหมายของคนผิวสีที่พยายามต่อสู้อย่างเป็นธรรม แล้วคนผิวขาวทำอะไรอย่างเป็นธรรมบ้างนอกจากทุบตีทำร้ายเยี่ยงสัตว์ชนิดหนึ่ง

สิ่งสำคัญคือความถูกต้องที่ยังมีแต่เรื่องผิดๆที่สอนต่อกันมาโดยไม่ทำความเข้าใจหรือปรับปรุงใหม่ สิ่งที่ค้างคาเป็นทัศนคติเก่าและเห็นแก่ตัว ไม่มีใครยอมรับเพราะไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมเพราะมองเป็นเรื่องคุกคามทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเลย เหตุผลที่อ้างมาอย่างลอยๆว่าสีผิวต่างกันย่อมมีความชอบชั่วดีต่างกันกลายเป็นเรื่องสลดใจที่เกิดขึ้นจริงในสังคม นอกจากสีผิวที่เป็นปัญหายังมียังอ้างถึงหลายสาเหตุ เช่น ศาสนา เชื้อชาติ ตลอดจนการแสดงออกถึงความคิดเห็นที่ต่างกันก็ทำร้ายกันไม่ไว้ใจกันเสียแล้ว ความแตกต่างนำไปสู่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ทุกที่แต่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นด้วยความรุนแรงเสมอไป แค่หันมาพูดคุยปรับความเข้าใจและเปิดใจให้กว้างก็น่าจะเพียงพอแล้ว ใน Mississippi Burning จะมีเพลงประกอบหนึ่งชื่อว่า Walk on By Faith เสมือนเพลงปลอบใจให้แก่คนผิวสีที่ต่างร้องเพลงนี้ให้ยอมรับในเส้นทางเดินของตัวเอง ยอมรับความทุกข์ลำบากและความเลวร้ายของชีวิต แต่ไม่ได้แปลว่าจะยอมแพ้แค่รอคำว่าโอกาสที่จะเท่าเทียม

The Naked Gun: From the Files of Police Squad! (1988) ปืนเปลือย

 
The Naked Gun: From the Files of Police Squad! (1988) | ปืนเปลือย
Director: David Zucker
Genres: Comedy | Crime
Grade: A

หนังกึ่งล้อเลียนที่ผิวเผินเหมือนถอดแบบมาจาก Dirty Harry (1971) ยังไงก็ไม่ทราบจากข้มเข้มเป็นเน้นรับประทานความฮาด้วยนายตำรวจแฟรงค์ เดรบิน (Leslie Nielsen) บุคคลที่ได้รับกล่าวขวัญถึงฝีมือแสนไม่ธรรมดาต้องตามสืบความจริงที่ซ่อนอยู่จากนอร์ดเบิร์ก (O.J. Simpson) เพื่อนตำรวจของแฟรงค์ที่ไปสืบคดีหนึ่งแต่พลาดท่าบาดเจ็บสาหัสเข้าโรงพยาบาลโดยมีคนที่น่าสงสัยคือวินเซนต์ ลุดวิก (Ricardo Montalban) นักธุรกิจผู้มีผู้แผนการบางอย่างที่แฟรงค์ไม่อาจคาดถึงแต่จะเป็นร้ายหรือดีเนี่ยสิคือสิ่งที่แฟรงค์ต้องลงมือสืบหาความจริงด้วยความสามารถที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครอยากเหมือน และยังมีเจน สเปนเซอร์ (Priscilla Presley) เลขาของวินเซนต์มาเป็นผู้ช่วย เห็นว่าพล็อตเรื่องกระชับสั้นได้ใจแถมยังตามธรรมเนียมแนวตำรวจสืบสวนอย่างมิต้องสงสัยเพียงแค่ว่าเป็นหนังตลกแค่นั้นเอง ส่วนจะสนุกมากน้อยแค่ไหนรับประกันผลงานชิ้นก่อนอย่าง Airplane! (1980) ที่เดิมผู้กำกับ David Zucker เป็นหนึ่งในทีมผู้สร้างส่วนเรื่องนี้แยกเดี่ยวออกมาแล้วผลที่ได้คือสนุกสมกับหนังแนว Spoof แอบกัดนิดนั้นหน่อยแต่มีเส้นเรื่องเป็นของตัวเอง

The Blob (1988) เหนอะเคี้ยวโลก

The Blob (1988) | เหนอะเคี้ยวโลก
Director: Chuck Russell
Genres: Horror | Sci-Fi | Thriller

นับแต่นั้นมา(หลังดูจบ)ตัวเองก็มีอคติกับของลื่นๆเช่นเจลไปชั่วขณะในอารมณ์ที่มองแล้วขอช่วยเอาไปไกลๆทีเหอะ ไม่อยากโดนย่อย?!

พล็อตเรื่องประมาณง่ายๆคือมีเอเลี่ยนตกมายังโลกแล้วก็กลายเป็นว่าเป็นสิ่งมีชีวิตแบบเยลลี่ทำตัวหนึบๆไล่ดูดคนตามเมืองจากไม่กี่คนจนขยายเขมือบทั้งเมืองในท้ายที่สุด ซึ่งเนื้อเรื่องก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรแค่หาตัวละครที่ดูน่าไว้วางใจให้คนนี้เป็นพระเอกนางเอกเท่านี้ก็เดาได้ว่าใครจะรอดได้บ้าง มาขยายเนื้อเรื่องจริงๆกันดีกว่ากับโลกใบหนึ่งที่มีสีฟ้าสวยงามแต่ใครจะรู้ว่ามีเรื่องประหลาดนอกโลกได้มาเยือนถึงที่กับลูกไฟสีแดงที่พุ่งมาตกถึงพื้น ใช่แล้วสิ่งนั้นคืออุกกาบาตก้อนไม่ใหญ่แต่มีของเหลวหนุบๆอยู่ข้างใน สามารถขยับได้ราวกับมีชีวิต ซึ่งมีคนวัยชรา (Billy Beck) ไปเจอเข้าพอดีจึงลองเอาไม้แหย่รู เฮ้ย!แหย่ดูว่าคืออะไร แล้วพบว่าสิ่งนั้นไม่ต่างกับเยลลี่รสสตอเบอรี่ ลักษณะสีชมพู นิ่มๆข้นๆท่าจะอร่อย?! แต่พอแหย่ได้หน่อยสักพักก็ฉะเฮ้ย! มันเกาะมือชายคนนั้นทันทีแล้วไม่ยอมปล่อยจนร้องด้วยความเจ็บปวดวิ่งหน้าตั้งก่อนจะไปเจอไบรอัน (Kevin Dillon) ที่บังเอิญซ่อมมอไซค์อยู่ในป่า ซึ่งไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรไบรอันจึงวิ่งตามไปดูอาการชายแก่คนนั้นก่อนจะไปถึงถนนที่ลงเอยด้วยถูกชน แต่ชายแก่คนนั้นยังไม่ตายแค่ถูกชนเบาๆไม่สาหัส เม็ก (Shawnee Smith) กับพอล (Donovan Leitch) ที่อยู่ในรถหวังจะไปเดทกันสักหน่อยจึงต้องอาสารับผิดชอบพาไปส่งที่โรงพยาบาลก่อนพร้อมกับไบรอันที่วิ่งตามมา เผื่อช่วยอธิบายให้ฟังได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งไบรอันเองยังงงอยู่นอกจากอะไรบางอย่างที่เกาะมือชายชราผู้นั้นที่พยายามเอามันออก แต่มันไม่ยอมปล่อย

Red Heat (1988) คนแดงเดือด

Red Heat (1988) | คนแดงเดือด | C+
Director: Walter Hill
Genres: Action | Comedy | Crime | Thriller

วิคเตอร์ รอสต้า (Ed O'Ross) ผู้ก่อการร้ายและค้ายาได้ทำการหลบหนีจนได้ฆ่าเจ้าหน้าที่เพื่อนของผู้กองแดนโก (Arnold Schwarzenegger) แล้วหลบหนีหายตัวไปในกรุงมอสโค ทว่าหลังจากนั้นไม่นานได้มีข่าวการจับกุมวิคเตอร์ได้ ทำให้เป็นหน้าที่ของแดนโกที่ต้องเดินทางข้ามประเทศจากรัสเซียมามอสโคเพื่อรับตัวไป แต่แล้วเกิดเหตุไม่ทันตั้งตัวเมื่อวิคเตอร์ได้วางแผนหลบหนีไปได้ในที่สุด งานนี้จึงไม่ใช่แค่แดนโกที่ต้องตามล่าตัววิคเตอร์เท่านั้นจึงจะจับได้ เพราะเขาจะได้คู่หูร่วมปราบปรามตามสืบกับริด (James Belushi) นายตำรวจที่มุ่งทะลุบ้าบิ่น แต่ยิ่งทั้งคู่อยู่ด้วยกันยิ่งเหมือนพริกกับเกลือที่พยายามหาเรื่องกัดกินโดยเฉพาะริดที่เบื่อกับแดนโกที่มีวิธีการแบบลับๆแล้วไหนจะมาดนิ่งที่ชวนอึดอัดอีก งานนี้จึงกลายเป็นการจับคู่ระดับต่างแนวต่างสไตล์ที่ไม่รู้ว่าใครจะบ้าระห่ำกว่ากัน

Bloodsport (1988) ขาเจาะเหล็ก

Bloodsport (1988) | ขาเจาะเหล็ก | C+
Director: Newt Arnold
Genres: Action | Biography | Drama | Sport

คูมิเตะแหล่งรวมนักสู้จากทั่วโลกให้เข้าร่วมแข้งขันใต้ดินเพื่อหาผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว โดยปราศจากกติกาช่วยเหลือใดๆทั้งสิ้นทำให้ต้องมีผู้เสียชีวิตมาแล้วกับการต่อสู้ที่รุนแรงไร้ความเมตตาปรานี แฟรง ดุกซ์(Jean-Claude Van Damme)นายทหารหนีค่ายเพื่อตามความฝันวัยเด็กที่ต้องการทำให้เสร็จสมบูรณ์นั้นคือการเข้าร่วมแข่งขันสุดอันตราย แต่ทว่าหลังจากที่เข้าร่วมได้ไม่นานการต่อสู้ยิ่งเริ่มชัดเจนมากขึ้นความดุเดือดยิ่งหนักขึ้น แต่ที่น่ากลัวสุดคือความท้าทายจากคนที่มาจากทั่วโลกที่จะแสดงความสามารถที่แตกต่างกันออกไป ต่างคนต่างวิชา และเขาเองต้องตระหนักได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ปรารถนากันแน่ระหว่างความฝันที่จะเข้าร่วมต่อสู้กับเพื่อชื่อเสียงอาจารย์ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นเหมือนภาระที่ต้องแบกไปด้วยกันหลังขึ้นเวที เมื่อได้ร่วมแข่งขันสิ่งเดียวที่ห้ามทำคือการยอมแพ้ที่ต้องชนะให้ได้กับคำมั่นต่อคนที่เชื่อมั่นที่สุดในตัวเขาทั้งพวกพ้องและอาจารย์

Child's Play (1988) แค้นฝังหุ่น

Child's Play (1988) | แค้นฝังหุ่น | B
Director: Tom Holland
Genres: Horror | Thriller

แอนดี้(Alex Vincent)เด็กน้อยที่อยากได้ตุ๊กตากู๊ดกายเป็นของขวัญยอดฮิตของชาวเด็กๆ ทำให้แม่คาเรน บาร์คเล่ย์(Catherine Hicks)ต้องหาซื้อมาให้ด้วยราคาที่ถูกกว่าตามพ่อค้าท้องถนน หลังจากที่แอนดี้ได้ตุ๊กตามาด้วยอารมณ์สบายใจกลับต้องแปลกใจเมื่อบางสิ่งทำให้เขารู้สึกว่าเพื่อนไม่ธรรมดาและเชื่อว่านี้คือเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิต แต่ทว่าเรื่องราวอันน่าลึกลับทำให้แอนดี้ปลักใจเชื่อมาตลอดจนเกิดเหตุร้ายขึ้นซึ่งทำให้แม่ของเขาเองก็ไม่คาดคิดเช่นกัน ด้วยที่ว่าแอนดี้อยู่ในเหตุการณ์และต้องเป็นพยานปากคำ แอนดี้กลับบอกว่าเป็นฝีมือของชัคกี้ตุ๊กตาตัวโปรดของเขา จากทีแรกไม่มีใครเชื่อเพราะคิดเป็นเรื่องโกหกของเด็กแต่ภายหลังเรื่องราวค่อยเปิดเผยทีละเล็กทีละน้อย และแอนดี้ก็คือเหยื่อที่ถูกหมายปองแบบไม่รู้ตัวมาก่อนกับความจริงบางประการ เมื่อแท้จริงแล้วตัวตนของชัคกี้ก็คือฆาตกรโรคจิตชาร์ลส ลี เรย์(Brad Dourif)ที่จำต้องอาศัยร่างของตุ๊กตาเพื่อดำรงชีวิตอยู่ต่อไป และอยากจะกลับคืนร่างมนุษย์อีกครั้งโดยมีแอนดี้ที่เหมาะสมที่สุดในการคืนร่างเพราะแอนดี้คือบุคคลที่รู้ความลับการมีตัวตนเป็นคนแรก แต่ด้วยที่แอนดี้เป็นเด็กจะมีใครยอมเชื่อในสิ่งที่เขาเตือนบ้างหรือไม่ว่าเจ้าฆาตกรยังไม่ตายและอยู่ข้างๆตัวเขาว่าคือชาร์ลส ลี เรย์ ในรูปตุ๊กตากู๊ดกายนามว่าชัคกี้

Slugs (1988) พันธุ์นรกกินคน

Slugs (1988) | พันธุ์นรกกินคน | C-
Director: Juan Piquer Simon
Genres: Horror

เมื่อ 20 ปีก่อนได้มีการทิ้งสารเคมีลงแม่น้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันทำให้เกิดเรื่องน่าสยองขึ้นมาจากการตายของแต่ละคนที่แสดงถึงการถูกแทะตั้งแต่เนื้อจนถึงกระดูก และน่าแปลกที่มักเกิดในที่ชื้น ที่สำคัญยังมีรอยเมือกของทากจำนวนมากตามทาง ทำให้ต้องมีการสอบสวนเรื่องนี้ ซึ่งไมค์(Michael Garfield)ได้รู้แล้วว่าเรื่องน่ากลัวนี่เกิดจากทากกลายพันธุ์ที่กินคนอย่างไม่เกร็งกลัวและสืบได้ว่ามีปริมาณที่มากมายในท่อระบาย ทำให้ต้องขอความช่วยเหลือจากดอน(Philip MacHale)ในการช่วยกำจัดก่อนที่น้ำประปาจะเต็มไปด้วยทากและกระจายเข้าสู่บ้านทุกหลังที่เปิดก๊อก
รูปภาพของฉัน
เกิดปี 2538 (1995) แค่คนที่เรียนจบสาธารณสุขศาสตร์ แต่ชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ ที่เขียนรีวิวเพราะอยากแบ่งปันความรู้สึกที่ตัวเองมีให้อ่าน และกำลังทำช่อง YouTube เกี่ยวกับหนังสือ(การ์ตูนเป็นหลัก)