Extraction (2020) คนระห่ำภารกิจเดือด

Extraction (2020) | คนระห่ำภารกิจเดือด | B+
Director: Sam Hargrave
Genres: Action | Thriller

ไม่ง่ายเลยที่เห็น Chris Hemsworth กับหนังที่จดจำสักเรื่อง เพราะนอกจากเป็นเทพเจ้าสายฟ้าอย่าง ธอร์ แล้วก็หาหนังที่น่าจดจำหรือดีๆได้น้อยเต็มที (ยกเว้น The Cabin in the Woods (2011) กับฉากขี่มอเตอร์ไซค์พุ่งข้ามฝั่ง ก่อนจะเจอเข้ากับบางอย่างที่สร้างความช็อกคนดูถึงขีดสุด) ส่วนเรื่องนี้นั้นให้ความรู้สึกทั้งสองอย่างคือไม่น่าจดจำกับถึงอารมณ์ความมันส์


ไทเลอร์ เรก (Chris Hemsworth) ทหารรับจ้างที่ได้รับมอบหมายช่วยเหลือ โอวี่ มหาจัน (Rudhraksh Jaiswal) เด็กชายที่ถูกลักพาตัว แต่แล้วงานที่ได้จ้างนั้นไม่เป็นไปตามที่ตกลง เมื่อ ซาจู (Randeep Hooda) อดีตทหารได้ตามเก็บพวกเขาหลังจากช่วยตัวประกันได้สำเร็จตามคำสั่งของพ่อโอวี่ (Pankaj Tripathi) ที่ต้องการชักดาบเพื่อจะได้ไม่เสียค่าจ้าง ทว่าไม่จบแค่นั้น เพราะการได้ตัวประกันมาต้องแข่งกับเวลาก่อนที่จะถูกตามล่าจากคนที่อยู่เบื้องหลังที่แท้จริง

แอ็คชั่นดุเดือดและดิบมาก จากที่คิดว่ามาทำนองทริลเลอร์เน้นสถานการณ์ตึงเครียด แต่ผิดถนัดเป็นลุยหลังชนฝาเกือบทั้งเรื่อง แล้วที่ไม่ทันตั้งตัวคือฉาก Long Take ลุยบู๊ตั้งแต่ขับรถเข้าเมืองก่อนจะไล่ล่ากันต่อตามอาคารบ้านเรือน ใช้กลเม็ดทุกอย่างที่มีตั้งแต่ใช้อาวุธปืน ระเบิด และมีด ทั้งตัวต่อตัวและมาเป็นกลุ่ม ซึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 นาทีกับความรู้สึกแค่นี้ก็เหนื่อยยิ่งกว่าฉากอื่นทั้งหมดในเรื่อง


"เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ"

มองเป็นหนังแอ็คชั่นเอาระห่ำอย่างเดียวอาจใช่กับบางคน แต่ที่จริงมิติตัวละครสอดแทรกเป็นระยะ แค่ไม่แนบแน่นหรือลึกซึ้งสักเท่าไร โดยประเด็นจะให้ ไทเลอร์ เรก เป็นคนมีปมในเรื่องอดีตเกี่ยวกับครอบครัวที่ไม่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาอีกแล้ว ทั้งเมียและลูกต่างจากเขาไปหมด จิตใจจึงจมดิ่งสู่ความเศร้า ดังฉากนั่งใต้น้ำที่คล้ายติดอยู่กับความหลัง หากทำใจไม่ได้ต้องติดอยู่ใต้น้ำต่อไป (ไม่มีฉากโผล่ขึ้นน้ำจึงไม่ต่างกับจิตใจที่ยังไม่ยอมรับเรื่องอดีต)

ปมเรื่องการเสียคนรักนำมาอิงกับสถานการณ์ช่วยเหลือ โอวี่ มหาจัน เมื่อความจริงแล้วเป็นแผนยืมมือให้ช่วยก่อนจะใช้คนอื่นตามเก็บอีกที ซึ่งเมื่อรู้ตัวว่าโดนหลอกแทนที่จะปล่อยเด็กให้พ้นภาระกลับเก็บไว้กับตัว เนื่องจากเคยสูญเสียลูกชายจึงไม่อยากทำซ้ำด้วยการปล่อยทิ้งไปเผชิญความเสี่ยงที่อาจเสียมากกว่าได้ ดังนั้นจากงานทำเพื่อตัวเองจึงเปลี่ยนเป็นงานทำเพื่อคนอื่น


อีกตัวละครที่น่าสงสารมากที่สุดคือ ซาจู เนื่องจากเป็นลูกน้องของพ่อโอวี่ ต้องรับใช้ตามคำสั่งให้ไปชิงตัวลูกตัวเองกลับมาหลังจากให้เหล่าทหารรับจ้างทำภารกิจชิงตัวลูกชายได้สำเร็จ ซึ่งจากเรื่องจะเห็นถึงความสงบและไม่ใช่ตัวร้ายแต่อย่างใด ที่ทำอยู่นั้นเป็นการบีบบังคับเพื่อไม่ให้ครอบครัวตัวเองนั้นถูกลงโทษ แน่นอนว่าการที่ตัวเองต้องรับภารกิจลุยเดี่ยวนั้นมีความอันตรายสูง ฉากคุยโทรศัพท์ถึงลูกเมียจึงแสดงถึงเจตนาที่แท้จริงว่าเขาอยากอยู่กับครอบครัวให้มากที่สุด แม้เป็นเพียงเสียงก็ตาม

นอกจากนี้ตัวกลางอย่าง โอวี่ มหาจัน ยังมีปมไม่น้อยไปกว่าใคร เพราะการลักพาตัวหรือชิงตัวกลับล้วนทำให้เขาไม่ต่างกับสิ่งของ การแข่งขันระหว่างเจ้าพ่อค้ายาทำให้ไม่ต่างกับสิ่งมีชีวิตที่ถูกกระทำได้ง่ายๆ ไม่สนใจเรื่องจิตใจหรือมองเป็นมนุษย์ที่รู้สึกและรับรู้เป็นเช่นกัน


สำหรับปมและประเด็นต่างๆที่หนังถ่ายทอดมานั้นยังขาดพลังอยู่บ้าง การให้รู้ว่ามีเพื่อให้ตัวละครไม่แบนราบอาจเป็นการทำร้ายหนังจากความไม่สุด แต่อย่างน้อยแสดงถึงการใส่ใจ ไม่ปล่อยให้ตัวละครเป็นไปด้วยความเลือนลอย สิ่งที่ชอบมากที่สุดคือใส่รายละเอียดสภาพสังคม ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ที่ชิงดีชิงเด่น แต่รวมถึงเด็กที่ไร้การดูแลจนต้องเข้าร่วมขบวนการยาเสพติด มีความต้องการอยู่รอดและเอาหน้าเอาตา เรียกได้ว่าถึงจะเด็กก็ใช่ว่าอ่อนโยนเสมอไป เพราะสังคมได้เพาะบ่มให้เป็นแบบนี้

การ Built อารมณ์ในตอนท้ายพร้อมให้ความกระจ่างในปมต่างๆอาจจะดูรวบรัดไปบ้าง โดยเฉพาะการเคลียร์ความเข้าใจทั้งสองฝั่งระหว่าง ไทเลอร์ เรก กับ ซาจู ที่อุตส่าห์สู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่เลือกเข้าใจกันและกันอย่างรวดเร็ว ทำเอาติดตลกกับคำพูดของ ซาจู ที่ว่า"ไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ" แต่นั้นคือการเริ่มต้นความยากลำบากที่ต้องฝ่าดงกระสุนและสมุนอันมากมายของเจ้าพ่อค้ายา ซึ่งที่จริงไม่ง่ายเลยนะ

รูปภาพของฉัน
เกิดปี 2538 (1995) แค่คนที่เรียนจบสาธารณสุขศาสตร์ แต่ชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ ที่เขียนรีวิวเพราะอยากแบ่งปันความรู้สึกที่ตัวเองมีให้อ่าน และกำลังทำช่อง YouTube เกี่ยวกับหนังสือ(การ์ตูนเป็นหลัก)