Hunter Killer (2018) สงครามอเมริกาผ่ารัสเซีย

Hunter Killer (2018) | สงครามอเมริกาผ่ารัสเซีย
Director: Donovan Marsh
Genres: Action / Adventure / Thriller
Grade: C+

หนังที่เกี่ยวกับเรือดำน้ำที่เน้นการเจรจามากกว่าแอ็คชั่นจะนึกถึง Crimson Tide (1995) มาเป็นอันดับแรก เพราะแค่การโต้วาทีทำให้ทุกอย่างแทบบลุกเป็นไฟและมันส์ราวกับหนังแอ็คชั่นทั้งที่ไม่มีฉากยิงหรือระเบิดใดๆ แต่ถ้าอยากได้ฉากยิงใต้น้ำต้องยกนิ้วให้กับ U-571(2000) หนังเรือดำน้ำที่ยิงกันหูดับตับไหม้ยิ่งกว่าบนบก แล้วถ้าได้อยากสถานการณ์ตึงเครียดช่วยแก้ปัญหาต้องยกให้กับ K-19: The Widowmaker (2002) ทว่าทั้งหมดทั้งมวลรวมกันจะเป็น Das Boot (1981) ที่มันส์ กดดัน และเครียดอย่างที่สุด


Hunter Killer พยายามมีแอ็คชั่นด้วยการประคับประคองให้ตื่นเต้นตลอดเวลา โดยเฉพาะการแบ่งเรื่องราวเป็นบนบกและในน้ำ สำหรับบนบกจะเป็นกลุ่มทหารรับมอบหมายให้สอดแนม แต่เรื่องบานปลายกลายเป็นภารกิจชิงตัวประกัน เป็นข้อดีช่วยเพิ่มความหลากหลายสถานการณ์ ไม่จมอยู่กับแค่เรื่องเรือดำน้ำที่เอาเข้าจริงแทบไม่มีเนื้อหาหรือฉากแอ็คชั่นให้เล่ายาวสักเท่าไร ส่วนในน้ำหรือเรือดำน้ำเป็นตัวชูโรง เน้นสถานการณ์ความเครียดจากภาวะการรับรู้ข่าวสารที่น้อยจากโลกภายนอก การตัดสินใจจึงเป็นเรื่องกดดัน

กระนั้นภายใต้ความกดดันที่มีและฉากแอ็คชั่นที่ใส่เข้ามายังไม่สุดถึงอารมณ์ โดยเฉพาะการวางฉากแอ็คชั่นที่ขัดใจเป็นบางครั้งทั้งที่เกือบจะมันส์แต่ไม่ครบเครื่อง แต่บางครั้งทำได้ถึงอารมณ์และถูกจังหวะ เป็นการแสดงออกถึงความมือใหม่อย่างเห็นได้ชัด ถ้าขัดเกลาให้อีกหน่อยจะเป็นหนังขายบันเทิงที่ถูกอกถูกใจไม่น้อย ส่วนเรื่องสร้างสถานการณ์ชวนกดดันต่างๆทำได้ไม่ดีเท่าไร มีน้ำมากกว่าเนื้อ ทำให้บางจุดขาดความน่าเชื่อถือและกลายเป็นต้องลุยไปข้างหน้ากันอย่างเดียว


Gerard Butler รับบทเป็นกัปตันเรือดำน้ำ แน่นอนว่ามาดผู้นำได้คะแนนตรงนี้เต็มที่ ไม่มีใครเทียบหรือเคียงรัศมีเท่าเขาได้แล้วในหนัง หลายฉากตลอดจนเกือบทั้งเรื่องช่วยให้หนังมีจุดยืนจากข้อเสียให้ดูเท่และสง่า กระนั้นในความสุขุมและวิเคราะห์สถานการณ์เก่งทำให้ทุกอย่างตามสูตรสำเร็จเกินไป แทบไม่มีคำว่าพลาดจนคิดว่าเว่อร์ไปหน่อยหรือเปล่า จังหวะชวนลุ้นตื่นเต้นถูกลดลงเพราะสถานการณ์มีมิติด้านเดียวนี่แหละ ถ้ามีพลิกผลัดกันเสียผลัดกันได้คงจะดีไม่น้อย(แต่เรื่องทหารบนบกวางไว้ดีพอสมควร)

ตามสูตรให้ตัวละครแบ่งแยกขาวดำจากกันชัดเจน เป็นสิ่งที่ผิดหวังเล็กน้อยเพราะมีเรื่องของการเมืองเข้าไปผสมด้วย น่าจะมีกลุ่มคนหวังผลประโยชน์จากจุดนี้มากกว่าหนึ่งกลุ่มและร่วมมือกันเพื่อทำสงคราม ซึ่งจะสะท้อนเรื่องราวได้หลายอย่าง ส่วนตัวร้ายค่อนข้างธรรมดาทั้งที่แผนการยิ่งใหญ่ระดับสร้างสงครามโลกครั้งที่ 3 น่าจะมีอุดมการณ์หรือเสน่ห์ที่น่าดึงดูดมากกว่านี้ สุดท้ายเป็นเพียงกลุ่มคนหัวรุนแรงที่มีอำนาจทางทหาร อยากปฏิวัติอยากเปลี่ยนแปลงเพราะความคิดตัวเอง ไม่สนใจหรือเคารพคนอื่นๆเช่นประชาชน ไม่มีอะไรเลยจนหนังจบแล้วยังไม่เหลืออะไรไว้ให้เลย

รูปภาพของฉัน
เกิดปี 2538 (1995) แค่คนที่เรียนจบสาธารณสุขศาสตร์ แต่ชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ ที่เขียนรีวิวเพราะอยากแบ่งปันความรู้สึกที่ตัวเองมีให้อ่าน และกำลังทำช่อง YouTube เกี่ยวกับหนังสือ(การ์ตูนเป็นหลัก)