Dora and the Lost City of Gold (2019) ดอร่าและเมืองทองคำที่สาบสูญ

Dora and the Lost City of Gold (2019)
ดอร่าและเมืองทองคำที่สาบสูญ
Director: James Bobin
Genres: Adventure | Comedy | Family | Mystery
Grade: B+

ไม่คิดว่าสนุก หมายถึงสนุกแหละ แต่ไม่ได้คิดว่าจะสนุกระดับที่ผู้ใหญ่ดูกันประมาณเด็กชอบ ไม่ซับซ้อนเรียบง่ายเบาสมอง และจบตามสูตรสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น แน่นอนเรื่องสูตรสำเร็จเป็นเช่นนั้นจริง ฉะนั้นไม่ต้องบอกคงเข้าใจว่าตอนจบตัวร้ายเป็นฝ่ายชนะหรือแพ้ (ถ้าเกิดชนะนี้สิที่แปลก) แต่ช่างเรื่องนั้นก่อนเพราะหนังเรื่องนี้สร้างจากการ์ตูนพัฒนาสมอง โดยเฉพาะการสื่อสาร คนที่ไม่รู้จักคงไม่เข้าใจในสิ่งที่กำลังบอก แต่คนที่เข้าใจจะรู้ซึ้งบางอย่งดี


เดิมทีเป็นการ์ตูนพัฒนาสมองสำหรับเด็ก มุ่งเน้นการสื่อสารด้วยการตอบโต้ ซึ่งบางครั้งมันแปลกมากตอนที่หันมาบอกให้ลองพูดคำนั้นคำนี้ เหมือนกำลังสื่อสารกับคนดูและขอให้ทำตาม แน่นอนกับเด็กจะรู้สึกตื่นเต้นเหมือนพวกเขาไม่ได้เป็นฝ่ายดูเพียงอย่างเดียว เด็กๆจึงชอบเสมือนได้ผจญภัยไปด้วย แต่กับคนที่โตหน่อยแล้วจะรู้สึกตะหงิดๆจนไปถึงรำคาญ เพราะชวนพูดไม่ยอมหยุด เอาแต่ถามนั้นนี้ทั้งที่คำตอบอยู่ตรงหน้า นี้เธอต้องการอะไรจากฉันอีก

กังวลใจเพราะการ์ตูนมีความเป็นเด็กพอสมควร แล้วดัดแปลงเป็นคนแสดงจะเด็กขนาดไหน ถ้ากังวลขนาดนี้จะดูทำไม ความท้าทายเป็นหนึ่งในอยากรู้อยากเห็น ซึ่งคนอื่นบอกยังไงเป็นของคนนั้น ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองไปได้หรอก คล้ายชีวิตของ ดอร่า (Isabela Merced) ที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้เป็นเหมือนใครอยากให้เป็นหรือสังคมต้องการ แม้จะแปลกจนเป็นตัวตลกบ้านนอกหรือยายเฉิ่ม แต่นั้นทำให้สบายใจกว่าไหนๆที่กำหนดเลือกด้วยตัวเอง


จุดเริ่มต้นการผจญภัยมาจากการหายตัวไปของ พ่อ (Michael Peña) และ แม่ (Eva Longoria) ของดอร่า ทำให้สาวน้อยวัย 15 ปี ต้องออกผจญภัยในป่าด้วยตัวเองพร้อมกับเพื่อนๆทั้งสามที่จับพลัดจับพลู ได้แก่ ดีเอโก้ (Jeff Wahlberg) ,แซมมี่ (Madeleine Madden) และ แรนดี้ (Nicholas Coombe)

การผจญภัยค่อนข้างสนุกและไหลลื่นไม่ติดขัด แต่สิ่งที่ขัดใจคือความง่ายและการโกงอย่างไม่สมเหตุสมผล ซึ่งบทจะรอดก็รอดได้อย่างสบายราวกับบทเขียนบังคับให้ผ่านฉลุย แม้สถานการณ์จะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายก็ช่างไว้ก่อน ขอให้ตัวละครอยู่รอดปลอดภัยก็เพียงพอ ถ้าไม่เคยเห็นเป็นการ์ตูนมาก่อนคงไม่เข้าใจว่าทำไมบางฉากถึงไม่สมเหตุสมผล อย่างลิงคู่ใจดอร่าที่เสมือนผู้ช่วยชั้นยอด มีความสามารถที่เกินหน้าเกินตาคำว่าลิงไปไกลมาก บางครั้งขโมยซีนด้วยกรเซอร์ไพรส์อย่างคาดไม่ถึง


แต่การผจญภัยจะสนุกมากน้อยต้องขึ้นกับตัวละครทั้งหลาย ซึ่งในที่นี่ขอเน้นดอร่าเป็นหลัก โดยดอร่าในการ์ตูนคือเด็กไว้ทรงผมหน้าม้าและผิวคล้ำ (บ้างก็เหมือนผิวสีน้ำผึ้ง) มีอายุเพียง 5 ขวบเท่านั้น แน่นอนว่าหนังจะเด็กอย่างมากหากเล่าในวัยนี้ ฉะนั้นจึงเลือกวัยที่โตห่างขึ้นอีกสิบปี ประเด็นที่เห็นชัดเจนตามมาคือการเติบโตหรือ Coming of age เปลี่ยนจากหนังสำหรับเด็กน้อยวัยซนให้มีการพัฒนาอีกระดับ 

การวางประเด็นเกี่ยวกับการปรับตัวเพื่อให้เข้าสังคมของดอร่าค่อนข้างดีและเข้าใจง่าย แค่อาจดูง่ายและกระชับอยู่บ้าง อุปสรรคที่วางไว้จึงไม่หนักแน่นสักเท่าไร มองเป็นข้อเสียที่ทุกอย่างดูผ่านฉลุย แต่ภายใต้ข้อเสียมีข้อดีคือการที่หนังให้ความเป็นกันเองสูง มีความสนุกสนานและเพลิดเพลิน ลดความเครียดจากปัญหาที่เกิดขึ้น มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ จากจุดนี้ดึงความเป็นดอร่าได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน


คงไม่ปฏิเสธหากสิ่งที่ชอบมากที่สุดในหนังคือดอร่า แต่อีกนัยหนึ่งคือคนที่รับบทที่ชอบมากกว่า ซึ่งไม่คิดว่า Isabela Merced จะดึงคาแรคเตอร์ได้เหมือนและใช่มากๆ ทั้งหน้าตาและการแสดงล้วนดึงออกมาได้อย่างมีเสน่ห์กว่าคิดไว้มาก ไม่คิดว่าตัวละครที่พล่ามไม่หยุดและเหมือนมีอาการ Hyper จะติดตาติดใจ (อนึ่งมาจากความน่ารักของนักแสดง อีกทั้งมีรูปร่างและสัดส่วนที่บ่งบอกถึงความคล่องแคล่วพร้อมลุยเดินป่า)

พิเศษสุดคือการทลายกำแพงมิติที่สี่ ชวนให้คนดูพูดตามอย่างที่การ์ตูนใช้ฝึกทักษะเด็ก แต่คำหรือประโยคไม่ได้ง่ายอย่างที่เข้าใจกัน หากเป็นคำยากๆที่ไม่ว่ายังไงต้องเผลอพูดตาม ถือเป็นการหยิบจุดเด่นมาปรับให้ดูผู้ใหญ่ขึ้น แล้วที่ฮาจริงคือดอร่าทำเช่นนั้นได้เพียงคนเดียว ขณะที่ตัวละครอื่นต่างงงว่าดอร่าหันไปมองใครและพูดกับใคร ถ้าเป็นขาจรจะไม่เข้าใจมุกแซวอันนี้ ซึ่งส่วนตัวค่อนข้างฮาเพราะรู้ว่าคืออะไร นับเป็นการดัดแปลงเป็นหนังที่สนุกและมีเสน่ห์กว่าที่คิดไว้มากทีเดียว

รูปภาพของฉัน
เกิดปี 2538 (1995) แค่คนที่เรียนจบสาธารณสุขศาสตร์ แต่ชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ ที่เขียนรีวิวเพราะอยากแบ่งปันความรู้สึกที่ตัวเองมีให้อ่าน และกำลังทำช่อง YouTube เกี่ยวกับหนังสือ(การ์ตูนเป็นหลัก)