The Naked Gun 2½: The Smell of Fear (1991) ปืนเปลือย 2

The Naked Gun 2½: The Smell of Fear (1991) | ปืนเปลือย 2
Director: David Zucker
Genres: Comedy | Crime
Grade: B
 
เอกลักษณ์อันแสนโดดเด่นของ The Naked Gun คือฉากให้เครดิตเปิดเรื่องด้วยการให้เห็นไฟหวอบนรถตำรวจวิ่งไปมาตามสไตล์ของแต่ละภาคที่ไม่เหมือนกัน เช่นภาคนี้ที่เริ่มด้วยท้องถนนหรือบนฟุตบาทหรือจะวิ่งมั่วไปในสวนสนุกไม่เว้นแม้แต่สนามสู้วัวกระทิงและที่โม้แหลกไปกว่านั้นคือไปวิ่งโผล่ออกมาจากช่องคลอด?! สิ่งนี้เปรียบเสมือนการทำงานของตำรวจที่ไม่ว่าจะที่ไหนก็บุกไปได้ทุกทีไม่หวั่นต่อสถานการณ์ใดๆเป็นการประเมินศักยภาพของตำรวจในแบบขำๆ หลายคนอาจจะคุ้นเรื่องนี้จาก Police Squad! (1982) ที่มีแค่ 6 ตอน ซึ่งนี้ก็คือโปรเจคหนังยาวที่นำมาขยายความสนุกให้มากขึ้น จนที่สุด  The Naked Gun: From the Files of Police Squad! (1988) ภาคแรกประสบความสำเร็จด้านเสียงวิจารณ์และรายได้ทำให้มีภาคสองโดยยังได้นักแสดงและผู้กำกับเจ้าเก่าคนเดิมจากภาคแรก มาภาคนี้ยังคงนายตำรวจแฟรงค์ เดรบิน (Leslie Nielsen) เจ้าเก่าที่หลังจากช่วยเจ้าหญิงอลิซาเบธที่ 11 รอดพ้นจากการถูกลอบสังหารก็ได้คุณงามความดีความชอบเลื่อนยศเป็นผู้หมวดกลายเป็นคนดัง ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างแฟรงค์กับเจน สเปนเซอร์ (Priscilla Presley) ไม่ได้ราบรื่นตาม กลายเป็นว่าต่างคนต่างอยู่ห่างหายกันไปแต่ก็ยังคงคิดถึงกันอยู่เสมอ แม้เนื้อเรื่องในภาคแรกจะจบสวยหรูแค่ไหนมาภาคนี้แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างแฟรงค์กับเจนให้มากขึ้นกว่าภาคแรกที่ไม่ใช่ความรู้สึกชั่วคราวแต่มีอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้น นับว่าน่าชื่นชมที่หนังล้อเลียนยังมีความจริงจังผสมอยู่ด้วยแม้เอาเข้าจริงยังคงแฝงมุขให้ยิ้มอยู่เรื่อยๆก็ตาม


ส่วนตัวค่อนข้างชอบเนื้อเรื่องภาคสองมากกว่าภาคแรกตรงที่เปิดประเด็นสาระให้แก่ผู้ชมเรื่องธุรกิจ ซึ่งในภาคนี้มีเรื่องอยู่ว่าดร.อัลเบิร์ต เอส. ไมไฮเมอร์ (Richard Griffiths) ผู้ที่กำลังจะนำพลังงานจากธรรมชาติมาใช้แทนพลังนิวเคลียร์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ การรีไซเคิล จะทำการประชุมลงข้อตกลงเรื่องการใช้พลังงานโดยให้เลิกใช้พลังงานนิวเคลียร์เพราะความเสี่ยงอันตรายที่อาจส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต เป็นประเด็นที่หนังไม่ได้เล่นลึกอะไรแต่คราวๆเสียดสีได้พอประมาณเลยทีเดียวโดยเฉพาะฉากนำเสนอโฆษณาก่อนฉายจริงเป็นเรื่องราวของการใช้พลังงานนิวเคลียร์ที่มั่นใจว่าปลอดภัยไม่มีปัญหาแน่นอน

ที่น่าขันคือโฆษณาตัวนี้พร้อมหน้าพร้อมตาด้วยครอบครัวด้วยฉากเป็นโรงงานปฏิกรณ์ขนาดใหญ่แทนที่จะเป็นธรรมชาติป่าไม้กลายเป็นเรื่องน่าขัดแย้งอย่างน่าตลก แต่ที่ฮาคือก่อนจบมีหมาเดินเข้ามาพร้อมกับหางที่มีถึงสองหางอย่างน่าตกใจแสดงถึงการแฝงความร้ายกาจของพลังงานนิวเคลียร์ ก็นึกอยู่ว่านี่ขนาดเป็นแผนของตัวร้ายทั้งทียังใส่อารมณ์กัดจิกเข้ามาได้อย่างเนียนๆจนไม่ต้องคิดอะไรให้มากมายเกี่ยวกับพลังงานธรรมชาติกับพลังงานนิวเคลียร์ว่าฝ่ายไหนถูกต้อง แต่เรื่องนี้ยังเป็นแค่บทสรุปเพราะก่อนที่พลังงานนิวเคลียร์จะใช้ได้โดยไม่ถูกพลังงานธรรมชาติทดแทนต้องจัดการดร.อัลเบิร์ตที่จะแถลงการณ์ในที่ประชุมด้วยการปลอมตัว ซึ่งเจ้าของแผนการคือเควนติน ฮัพสเบิร์ก (Robert Goulet) หัวนำขบวนการธุรกิจพลังงานนิวเคลียร์ที่ไม่พอใจแนวคิดพลังงานธรรมชาติของดร.อัลเบิร์ต ดังนั้นแผนการจึงเป็นการจับดร.อัลเบิร์ตแล้วปลอมตัวเข้างานตามด้วยสนับสนุนให้ใช้พลังงานนิวเคลียร์ แต่อย่าหวังให้แผนสำเร็จง่ายๆเพราะยังมีแฟรงค์นายตำรวจสุดความสามารถเกินคาดคะเนปกป้องความถูกต้องอยู่


ไม่ปฏิเสธถ้าชอบภาคแรกจะต้องชอบภาคนี้ด้วยเพราะความสนุกความฮายังเอาไว้เช่นเคยแถมจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไปเนื่องจากมีการหยิบยืมฉากยอดฮิตตลอดกาลจากเรื่อง Ghost (1990) นั้นคือฉากปั้นหม้อที่สุดแสนโรแมนติกพร้อมกับบทเพลง Unchained melody ของ Righteous Brothers จนได้ความอ่อนละมุนของคนรักสองคน ถ้าต้นฉบับคือความรักที่หลายคนดูแล้วหัวใจอ่อนระทวย ฉบับล้อเลียนก็คือความตื่นตาที่ทำให้หัวใจพองบานดังดอกไม้ในรุ่งเช้า จรวดพุ่งทะยานสู่นอกโลก ฮอทดอกที่นำมาวางระหว่างขนมปัง รถไฟที่วิ่งเข้าอุโมงค์ เครื่องปั้มที่ล้นทะลักไปด้วยน้ำมัน เขื่อนกั้นน้ำที่พังทลาย สิ่งเหล่านี้คือสุดยอดความโรแมนติดของแฟรงค์กับเจนที่แฝงนัยยะอย่างโจ้งแจ้งในแบบที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหมายถึงอะไร แน่นอนว่าการทำให้ฉากนี้สุดยอดได้นั้นต้องอาศัยการเล่าและการตัดต่อที่พอดี จังหวะของเพลง และสิ่งที่สำคัญคือสามารถอธิบายให้กับผู้ชมในแบบตรงๆได้โดยไม่ต้องสื่อให้เห็นตรงๆจนกลายเป็นความฮาที่เข้าใจเมื่อไรต้องขำเมื่อนั้น ส่วนความขำขันในจุดอื่นยังเรียกความฮาได้อย่างต่อเนื่องโดยอาศัยการกระทำของตัวละครที่ไม่ถึงกับน่าเบื่อหรือต๊องเกินไป ทำให้บางครั้งในแต่ละมุขไม่ต่างกับชีวิตประจำวันที่ต้องเจอกันบ้างเพียงแค่เราเป็นฝ่ายที่ได้ดูและร้องตลกออกมา น่าเสียดายที่บางมุขยังคงแข็งทื่อไปหน่อยแต่รวมจริงๆการได้เห็นมุขแป้กดูจะมีน้อยเพราะไม่ได้ขยันปล่อยให้ตลกจนขำไม่ไหวแค่ให้ออกเสียงหัวเราะเบาๆตลอดเรื่องโดยไม่ฝืดเป็นอันพอ


นอร์ดเบิร์ก (O.J. Simpson) เป็นตัวละครในภาคแรกที่บทอาจจะน้อยไปหน่อยแต่กลายเป็นทีร่น่าจดจำด้วยการเรียกเสียงฮาในตอนต้นเรื่องกับตอนจบได้อยู่หมัด พอมาภาคนี้ได้ขยายบทบาทมากขึ้นและมีโอกาสได้ใกล้ชิดแฟรงค์จนเรียกเสียงหัวเราะได้อยู่พักใหญ่ทั้งที่ไม่น่าจะสร้างเสียงฮาได้ก็ตาม ต้องเรียกว่าเล่นมุขทีเผลอทำเอาขำไม่รู้ตัว ที่ขาดไม่ได้คือเอ็ด ฮ็อคเก้น (George Kennedy) เสมือนเพื่อนของแฟรงค์และเคียงข้างอยู่ตลอดเวลา เป็นอีกตัวละครที่ไม่ได้เล่นมุขอะไรมากนักเพื่อให้คงความเป็นปกติมากที่สุดแม้เอาเข้าจริงเวลาลุยสถานการณ์ต้องแอบเล่นมุขที่ไม่ถึงกับขำหัวเราะก็ยังเป็นตัวให้พักเบรกเป็นสร้างรอยยิ้มแทน ในขณะที่เควนตินหรือตัวร้ายของเรื่องคล้ายถอดแบบมาจากตัวร้ายหนังคลาสลิคไม่ว่าจะหน้าตา การไว้หนวด หลายอย่างคมเข้มที่มองก็รู้ว่าคือตัวร้ายแน่ๆ ที่ชอบคือการไม่โผล่ออกมาว่าเป็นตัวร้ายทันทีแต่เลือกหลบในเงามืดเป็นบุคคลปริศนาให้ดูน่าเกรงขามก่อนปรากฎตัว ในส่วนตัวละครจัดลำดับได้ดีไม่มากหรือน้อยเกินไป ถ้าจะเสียดายคงจะเป็นในส่วนของเนื้อเรื่องที่เหมือนจะไปได้สวยแต่พยายามโยงเยอะจนมั่วไปหน่อย ไม่เหมือนภาคแรกที่บทบาทลื่นไหลกลมกลืนกับมุขตลกจึงทำให้หลายอย่างออกมาแพรวพราวมีระดับ ทว่าภาคนี้ใส่เนื้อเรื่องเข้าไปมากตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างแฟรงค์กับเจนที่เลิกกันไปก็มาพบกันหลังจากเกิดเหตุระเบิด ในขณะที่สาเหตุการลอบวางระเบิดแท้จริงเป็นการกำจัดดร.อัลเบิร์ตแต่แผนไม่สำเร็จต้องเปลี่ยนมาจับดร.อัลเบิร์ตตัวจริงแล้วใช้ตัวปลอมจัดการเรื่องการใช้พลังงานนิวเคลียร์แทนพลังงานธรรมชาติ การเชื่อมโยงเรื่องราวออกจากขาดๆล้นๆไปหน่อยกระนั้นการประคองความสนุกยังเต็มเปี่ยมอยู่


The Naked Gun 2½: The Smell of Fear คือภาคต่อที่ทำได้ดีไม่แพ้ภาคแรกทั้งการเล่นมุขอย่างน่าขำขัน ลีลาของตัวละครอันเป็นเอกลักษณ์ ตลอดจนลูกเล่นต่างๆที่ไม่ว่ายังไงภาคแรกชอบก็ยังชอบภาคนี้ได้ อาจจะมีบางจุดที่เทียบภาคแรกไม่ได้อย่างการเล่าเรื่องที่ไม่ได้ประติดประต่ออย่างลื่นไหล บทตัวร้ายไม่ได้โผล่ออกมามากเท่าไร อีกอย่างที่เป็นได้ทั้งข้อดีและข้อดีคือการเล่นมุขบางมุขที่อาจจะต้องทำความเข้าใจซึ่งถ้าไม่รู้ว่าจะสื่อถึงอะไรก็อาจกลายเป็นมุขแป้กได้แต่ถ้าเข้าใจว่าสื่อถึงเรื่องอะไรจะกลายเป็นเรื่องตลกไปในทันที เช่น ฉากปั้นหม้อที่ล้อเลียนหนังไม่พอยังจะดัดแปลงเป็นมุขอลังการอีก ฉากอาบน้ำที่แอบคล้ายคลึง Psycho (1960) แต่ไม่ถึงกับเหมือน และอีกหลายอย่างที่แซวแบบพอประมาณไม่ถึงกับหยิบมาเสียทั้งหมด นับว่าเป็นหนังกึ่งล้อเลียนที่ทำได้ดีแบบภาคแรกแค่อาจจะสับสนในส่วนเรื่องราวมากไปหน่อยตั้งแต่ให้นอร์ดเบิร์กจัดการใส่เครื่องติดตามที่ดูล้นๆไปนิดกระนั้นยังคงตลกอยู่ดี อีกอย่างคือหนังกัดตัวเองเรื่อง Leslie Nielsen ที่เล่นเป็นแฟรงค์ในฉากปั้นหม้อเพราะเป็นคนแก่ไม่ฟิตแบบพระเอกหนุ่มมีกล้าม ดังนั้นเลยแกล้งทำเป็นให้มีกล้ามขึ้นมาซะเลยเมื่อเจนลูบหน้าอกแฟรงค์ เอาจริงๆโดยส่วนตัวชอบฉากปั้นหม้อในเรื่องนี้มากเพราะลูกเล่นมามากทีเดียว ก็เอาเป็นว่าชอบแรกไม่ชอบภาคนี้คงไม่ได้เพราะสนุกจริงๆทั้งมุขทั้งความฮามันพอดีลงจังหวะ ยิ่งหนังใกล้จบยิ่งใส่มุขใครดูแล้วซีเรียสแสดงว่าหยิบมาผิดเรื่อง

รูปภาพของฉัน
เกิดปี 2538 (1995) แค่คนที่เรียนจบสาธารณสุขศาสตร์ แต่ชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ ที่เขียนรีวิวเพราะอยากแบ่งปันความรู้สึกที่ตัวเองมีให้อ่าน และกำลังทำช่อง YouTube เกี่ยวกับหนังสือ(การ์ตูนเป็นหลัก)