วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

The Fault in Our Stars (2014) ดาวบันดาล

The Fault in Our Stars (2014)
ดาวบันดาล
Josh Boone
 
A

"มีสปอยด์เนื้อหา" 
 
บางครั้งความลงตัวของสูตรสำเร็จไม่ได้เกิดมาเพื่อให้คนดูจำแล้วเก็บไปเดาหรือตั้งใจให้เดาและหักมุมเพื่อให้ออกมาดูเหวอ แต่เพื่ออรรถรสอย่างหนึ่งชวนให้รู้สึกอิ่มเอม เรารู้เราสัมผัสในจุดนั้นได้และคาดหวังในเรื่องของอารมณ์ว่าควรจะออกมาในรูปแบบไหนที่พอจะพิชิตใจผู้ชมตามด้วยผลลัพธ์ที่ตามมาคือเรื่องที่ไร้การเซอร์ไพรส์แต่เข้าถึงแก่นของความรู้สึก ในยามบทเศร้าก็ร้องไห้ ยามมีความสุขก็อมยิ้ม แม้กระทั่งจุดที่พลิกผันในชีวิตยังต้องรู้สึกถึงความปกติที่แสนพิเศษหรือความปลิ้มปิติในท้ายที่สุด อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อคนที่ใช้ชีวิตแบบตายได้ง่ายเพียงมะเร็งที่ทำพิษตั้งแต่เด็กจนต้องเสียปอดและใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างเฮเซล (Shailene Woodley) ที่ตอนนี้ใช้ชีวิตร่วมกับการแบกออกซิเจนไปทุกที่ทุกเวลาที่เธอต้องไป เฮเซลพยายามใช้ชีวิตของตัวเองแบบคนปกติด้วยการทำให้รู้สึกว่ายังมีค่าตลอดเวลาโดยไม่แสดงความสิ้นหวังหรือรู้สึกขาดสิ่งที่คนปกติเขามีกัน แต่พฤติกรรมของเธอเป็นที่หวาดระแวงต่อพ่อ (Sam Trammell) และแม่ (Laura Dern) ของเธอ ที่กลัวว่าลูกจะมีปัญหาเรื่องจิตใจโดยเฉพาะการเข้าสังคมที่ไม่เหมือนใครที่มีสายออกซิเจนที่จมูกตลอดเวลาอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง แต่นี่คงเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดและถูกเวลา เข้าใจผิดที่เฮเซลไม่ได้ย่ำแย่ขนาดต้องไปบำบัดเพราะเธอก็รู้ตัวเองดีจากสภาพที่เป็นและมองชีวิตอย่างมีความสุขเสมอแม้ต่อหน้าจะหวนให้เป็นเรื่องเศร้าใจแค่ไหนก็ตาม ทว่าเธอก็มักมีพฤติกรรมที่ชอบอะไรซ้ำๆอย่างการอ่านหนังสือเล่มเดิมซ้ำไปซ้ำมาที่บ่งบอกถึงการยึดติด แล้วหนังสือเล่มนั้นคืออะไรล่ะ



เฮเซลตระหนักดีเกี่ยวกับชีวิตแต่พ่อกับแม่มักเข้าใจลูกตัวเองว่าขาดชีวิตวัยเด็กที่ควรได้อย่างคนอื่น ดังนั้นจึงให้เฮเซลเข้ากลุ่มบำบัดสำหรับผู้เป็นมะเร็ง แน่นอนว่าเธอได้เห็นคนแนะนำปมด้อยของตัวเองที่ละจุดไม่ว่าจะเป็นมะเร็งที่ตา มะเร็งที่ต่อมลูกหมาก ทุกคนเปิดเผยความในใจแบบที่ใครรับได้ก็คงมีแต่คนป่วยแบบเดียวกันจึงจะเข้าใจความรู้สึกนี้ ที่น่าสนใจคือมีการกล่าวถึงตัวละครที่ก่อนจะมาเข้ากลุ่มบำบัดว่าก่อนหน้านี้ซึมเศร้าเมื่อรู้ว่าอัณฑะตัวเองเป็นมะเร็งซึ่งท้ายที่สุดต้องตัดออก แต่ก่อนจะตัดออกนั้นมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ตรงกันข้ามหลังจากตัดไปก็เป็นความสิ้นหวังที่ชีวิตเริ่มเสียสมดุลจนกระทั่งได้ค้นพบทำให้ตัวเองมีความสุขอย่างการได้พระเยซูมาพึ่งทางใจและกลายเป็นหัวกลุ่มเรื่องมะเร็งที่กระตุ้นคนภายในกลุ่มที่เป็นมะเร็งอย่างเปิดอก ส่วนเฮเซลนั้นแม้จะต้องมาเข้ากลุ่มบำบัดประจำเพราะพ่อแม่เธออยากให้พบกับสังคมที่มากกว่าขึ้น อย่างเรื่องของมีเพื่อนฝูงที่น่าจะพอให้เกิดรอยยิ้ม หัวเราะ ร่าเริงอย่างที่ควรจะเป็นมากกว่าการให้ลูกหมกในตัวแถวบ้านไม่ได้ไปไหนเพราะข้อจำกัดเหล่านั้น แต่ไม่รู้ทำไมความบังเอิญที่กลายเป็นธรรมเนียมสุดแสนจะตายตัวก็ปรากฎขึ้นเมื่อเฮเซลได้พบกับหนุ่มคนหนึ่งที่เหมือนจะถูกชะตาด้วยอย่างกัส (Ansel Elgort) ที่มาเข้าร่วมกลุ่มบำบัดเช่นกัน ซึ่งเขาเป็นมะเร็งที่กระดูกจนต้องสูยเสียขาไปข้างหนึ่ง แต่อะไรนั้นคงไม่เท่ากับคติประจำใจที่ไม่อยากให้ใครลืมเขาหลังจากตายไป นั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองเป็นที่น่าจดจำ

กัสเป็นตัวละครที่น่าจะเรียกว่าเป็นอะไรที่หาได้ยากในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่การมองโลกในแง่ดีและแทบหาอารมณ์ด้านลบไม่เจอเลย แต่ต้องยกย่องในเรื่องการใช้ชีวิตที่แม้จะมีเรื่องแย่แค่ไหนก็ยังกล้าเผชิญหน้าอย่างไม่ทุกข์ร้อน จุดที่ชอบที่สุดคือการออกมาคุยข้างนอกสถานที่กลุ่มบำบัดกับเฮเซลที่คุยกันต่อหน้าเป็นครั้งแรก ซึ่งท่าทีย่อมไม่พ้นว่ากัสกำลังจีบเฮเซลแบบเนียนด้วยการชมว่าสวยและตัวเองมักอารมณ์ดีเสมอเมื่ได้เจอกับผู้หญิงที่สวย แน่นอนว่าในที่นี่ไม่พ้นเฮเซลที่กำลังคุยต่อหน้าและเป็นไปได้ว่าเฮเซลก็เริ่มจะใจอ่อนตาม กระนั้นสิ่งที่กัสจะทำต่อไปคือการหยิบบุหรี่หนึ่งม้วนขึ้นมาคาบไว้ที่ปาก ผลคือเฮเซลไม่ชอบอย่างมากที่ทำตัวเหมือนไม่ใช่ปัญหาทั้งที่การมาที่แห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยคนที่พ่ายแพ้ต่อมะเร็งทั้งสิ้น ทว่ากัสก็ไม่บอกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเขาไม่เคยเลยที่จะจุดบุหรี่นอกจากเอามันมาคาบเอาไว้ที่ปากแล้วทำท่าเหมือนคนสูบยังไงอย่างงั้น เพราะอะไรน่ะเหรอ คงเพราะเขาต้องการเอามาเปรียบเทียบกับชีวิตที่นำสิ่งที่บั่นทอนชีวิตมาไว้ใกล้ตัวเพื่อไว้เตือนใจ ในตอนที่บุหรี่ยังเป็นบุหรี่มันไม่เคยมีปัญหากับใครเลยแม้แต่เจ้าของ แต่เมื่อไรที่จุดไฟสูดเข้าปอดนั้นหมายถึงมันกำลังกัดกินชีวิตของเราและไม่ได้หมายถึงตัวเองแต่ยังรวมถึงคนรอบข้างที่รับควันแห่งการทำลายเข้าไปด้วย ซึ่งเฮเซลก็ว่าแปลกดีในความอุปมาอุปมัยของกัสที่ดูภายนอกแล้วแตกต่างจากที่กระทำโดยสิ้นเชิงแต่แฝงด้วยนัยยะสำคัญเอามาเปรียบเทียบกับชีวิตที่แขวนบนเส้นด้ายอยู่เสมอ



An Imperial Affliction คือหนังสือที่เฮเซลชื่นชอบอย่างมากเพราะช่วยให้เธอมีแรงบันดาลใจจนใจหนึ่งก็อยากพบกับผู้เขียน แวน ฮูเทน (Willem Dafoe) ซึ่งน่าจะให้คำตอบแก่เธอได้หายคล่องใจจากสิ่งที่เธออ่าน แน่นอนว่ากัสก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน ส่วนจะรู้ได้ยังไงนั้นมาจากคำแนะนำแลกหนังสือกันอ่าน ในสไตล์ของกัสไม่ต่างกับเด็กผู้ชายที่ชื่นชอบอะไรที่ดูแมนๆ เช่น สงคราม กีฬา แต่สิ่งที่แตกต่างจากเด็กผู้ชายทั่วๆไปคือการเข้าถึงคนได้อย่างง่ายดายโดยไม่กลัวว่าอีกคนจะคิดในแง่ลบ

ที่สำคัญคือไม่มีอคติต่อคนที่ไร้ความสามารถเช่นไอแซก (Nat Wolff) เพื่อนคู่ใจที่มีปัญหาตาบอดเพราะมะเร็ง ตอนแรกเป็นตัวละครที่ยังมองเห็นอยู่และมีคนรักมาบอกรักประจำเพราะทั้งคู่ต่างเชื่อมั่นราวกับในนิยายที่ต่างบอก"ตลอดไป"จนแทบไม่หยุดปาก เนื่องจากตลอดไปหมายถึงรักของเรายังมีให้กันไม่มีวันจางหาย ทีแรกทั้งเฮเซลกับกัสก็เห็นเช่นนั้นจนอิจฉาที่เพื่อนมีความสุขดีแม้จะต้องสูญเสียสิ่งสำคัญไปทว่าก็ยังรักกันอยู่ดี จนกระทั่งในวันที่ไอแซกตาบอดมองไม่เห็นก็ถูกคนรักทิ้งกลายเป็นคนที่สับสนในอารมณ์



ไม่รู้นะทำไมแต่โดยรวมแล้วไอแซกคือตัวละครที่ใส่มาเพื่อเป็นตัวอย่างอีกมุมหนึ่งในสังคมและการเรียกความสนุกจากผู้ชมที่มาในแบบครบสูตร จะว่าแล้วไอแซกคือตัวละครที่น่าสงสารที่สุดของเรื่องคนหนึ่งเพราะถูกคนรักทอดทิ้งหลังจากมองไม่เห็น ดังนั้นเขาจึงไม่มีโอกาสได้รับรู้เห็นการจากลาที่น่าจะเข้าใจแต่เป็นสิ่งสุดทางที่ตัวเองจำได้ว่ายังสัญญาในรัก กระนั้นถึงจะแค้นเคืองแฟนเก่าแค่ไหนก็ไม่ถึงขั้นต้องท้อแท้ในชีวิต จะมีเพียงอารมณ์ที่อยากลงกระทำซึ่งง่ายๆคือการระบายอารมณ์และกัสมีวิธีรับมือในแบบเพื่อนไม่ทิ้งกัน ถึงไอแซกจะดูวุ่นวายไปบ้างแต่กัสก็ช่วยเสมอเพื่อให้ได้ปลดปล่อยอารมณ์อย่างเต็มเปี่ยม เช่นเดียวกับฉากในห้องกัสที่สามารถให้ไอแซกพังข้าวของได้อย่างอิสระโดยไม่โกรธว่าชิ้นนี้สำคัญแม้จะเป็นถึงโล่รางวัลก็ตาม หรือจะการไปปาไข่ใส่รถแฟนเก่าที่จอดอยู่หน้าบ้านโดยมีกัสและเฮเซลอยู่ข้างๆโดยไม่กลัวว่าจะผิดแต่แสดงออกถึงว่าทำไมไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำลงไป ปล่อยให้อีกคนตรงนี้เสียใจได้ยังไง และเขาคนนี้ควรได้รับสิทธิ์ในการระบายอารมณ์ส่วนตัว

ไอแซกนับเป็นแบบอย่างที่แสดงออกถึงการเปรียบเทียบของการยอมรับไม่ว่าจะทางเพื่อน คนรัก และสังคม ในขณะที่กัสไม่ต่างกันที่ทำให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับจากใครหลายคนโดยเฉพาะกับเฮเซลที่ทำแทบทุกอย่างเพื่อให้เธอมีความสุขด้วยการเซอร์ไพรส์อะไรหลายอย่าง เช่นการติดต่อนักเขียนคนโปรดของเฮเซลอย่างแวน ฮูเทนที่ติดต่อกลับมาแล้วชวนไปเที่ยวถึงที่ทั้งที่ความจริงแล้วด้วยฐานะครอบครัวของเฮเซลคงไม่สามารถไปเที่ยวที่อื่นไกลๆได้แม้จะตามใจเธออะไรหลายอย่างเพื่อให้มีความสุขทดแทนในปมด้อย ทว่ากัสก็ช่วยอยู่เสมอจนกลายเป็นว่าเป็นรอบฟรีที่ไม่เสียตังค์ ทว่าโอกาสมาถึงเพียงใดแต่กับปัญหาที่ติดตัวมาตลอดกับเฮเซลยังเป็นที่น่าซีเรียสสำหรับหมอประจำตัวที่ยังไม่อนุญาติให้ไปที่อื่นได้เพราะเมื่อไรที่อาการกำเริบอาจจะเข้าการรักษาไม่ทัน จึงเป็นเรื่องเศร้าที่เฮเซลและกัสต่างทุ่มเทเพื่อติดต่อคนที่อยากพบ จะว่าแล้วนี่เป็นอีกหนึ่งความผิดหวังที่ตัวหนังพยายามเล่าอย่างนุ่มนวลค่อยเป็นค่อยไปอย่างไม่รีบเร่งจนดูเป็นสภาพของคนที่กำลังทุกข์ใจต่อเรื่องที่ไม่คาดฝันและน่าเสียดายที่สุดในชีวิต กระนั้นตัวหนังก็ใช้ประโยชน์ในจุดนี้เสมอในการทำให้ผู้ชมมีกำลังใจมากขึ้นจากการทำให้เรื่องเศร้าเป็นเรื่องที่ดีขึ้นจนอดคิดไม่ได้ว่ายิ่งอุปสรรคเจอมากเท่าไหร่และผ่านมาได้จะกลายเป็นกำลังใจที่เข้มแข็งมากขึ้นมากเดิม สุดท้ายการไปหานักเขียนคนโปรดได้รับการอนุมัติให้ไปได้และที่นั้นเองที่ทำให้เฮเซลกับกัสสนิทสนมมากขึ้นจากเพื่อนกลายเป็นคนรักแม้ทั้งคู่จะพบชะตากรรมที่แสนน่าหดหู่ตามมาก็ตาม



แวน ฮูเทนคือบุคคลที่เฮเซลอยากพบตัวเพื่อคลายปมในใจเกี่ยวกับหนังสือที่เธออ่านเช่นเดียวกับกัสที่รับรู้ได้ถึงพลังของหนังสือเล่มนั้นว่ามันพิเศษยังไง ทว่าเรื่องที่น่ายินดีสมใจหมายกลับกลายเป็นความดื้อดึงจากชายที่อยากเจอตัวด้วยท่าทางที่ห่างไกลจากคำว่าเป็นมิตรที่ดีและการบอกถึงเรื่องที่เสียดสีแทงใจจนไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่านี่จะเป็นคนที่ตัวเองชื่นชมมาโดยตลอด แม้ว่าทั้งคู่จะต้องผิดหวังไปเต็มๆแต่ก็ได้อย่างอื่นมาทดแทนในการมาเที่ยวต่างสถานที่ เนื่องจากเป็นการเปิดใจของทั้งสองอย่างจริงจังหลังจากคบหากันในฐานะเพื่อน

อีกอย่างที่่น่าสนใจในแง่ความละเอียดอ่อนอย่างพิถีพิถันคือความไม่เร่งรีบ เริ่มต้นจากใครไม่รู้ที่พบตอนบำบัดคนเป็นมะเร็ง หลังจากนั้นก็รู้จักมากขึ้นจนสนิทสนมขนาดที่ว่าถูกแม่แซวในเรื่องความสัมพันธ์ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าตัวไม่ยินยอมรับเพราะมีความกังวลที่กลัวสักวันเรื่องที่ความใกล้ชิดนี้มากขึ้นและสูญเสียสิ่งนี้ไปคงเป็นการทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายได้ เฉกเช่นการทำชิงช้าเพื่อให้ลูกเล่นแต่ผลสุดท้ายก็ไม่สามารถเล่นได้เพียงอาการกำเริบอย่างรุนแรงจนรับการผ่าตัดที่มีโอกาสรอดน้อยที่จะมีชีวิตรอด กระนั้นปฏิหาริย์ยังมีและเฮเซลก็รอดมาได้จนทุกวันนี้ ทว่าเธอต้องแอบเสียใจที่ขาดช่วงเวลาที่น่าจะมีความสุขกับพ่อแม่อย่างที่เด็กคนอื่นเป็น เมื่อเฮเซลกลับมานั่งมองชิงช้าเธอก็รู้สึกผิดที่ตัวเองเป็นเช่นนี้อยู่ลึกๆแม้จะกลั้นใจก็ตามแต่ กัสคือคนที่เฮเซลยอมเปิดใจและเรื่องนี้เธอได้ระบายอารมณ์อย่างมีความสุขเพราะกัสคือคนที่มองในแง่บวกเสมอต่อให้เลวร้ายแค่ไหน ดังนั้นในยามที่หนังจะทุกข์จะเศร้าเพียงใดย่อมไม่เสมอไปถ้าเรายังรู้จักทำให้ตัวเองยิ้มได้ ไม่ใช่แค่เพื่อคนที่เรารักแต่ยังรวมถึงตัวเองที่ต้องรักให้เป็นด้วย



ข้อดีสำหรับเรื่องนี้คือการทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงเป็นเรื่องที่ปกติและยอมรับสิ่งนั้นอย่างใสซื่อโดยไม่ต้องไปฝืน คนเราอยากเป็นที่น่าจดจำเพื่ออะไร เพื่อไม่อยากให้ตัวเองถูกลืม เพราะอะไรนั้นอาจเป็นเรื่องของอุดมการณ์เล็กๆที่อยากให้รู้ว่าตัวเองคือคนที่ทำอย่างนู้นอย่างนี้ได้ แต่อะไรนั้นการไม่อยากลืมไม่ใช่ว่าต้องการให้จำ เพียงแค่ขอให้เป็นที่ระลึกของใครสักคนในยามที่ไม่มีเธอหรือเขาอยู่ด้วยแล้ว อย่างน้อยสิ่งนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเราไม่ใช่แค่หนึ่งในนั้นเท่าที่มีแต่เป็นหนึ่งในที่มีอยู่ ก็พูดถึงตอนไคล์แม็กซ์ของเรื่องที่ลงเอยได้อย่างซาบซึ้ง ไม่ใช่เพียงแค่เศร้ากับการสูญเสียจากใครสักคนที่บอกว่ามีโอกาสที่ยืนยาวกว่า แต่เป็นการที่ว่าการหักมุมในความเป็นจริงที่เวลาขณะนั้นมีความสุขเพียงใดและกำลังราบรื่นได้มากน้อยแค่ไหน บทเรียนชิ้นสุดท้ายของกัสและเฮเซลคือการเรียนรู้ที่จะก้าวต่อไปในสิ่งที่เกิดขึ้นโดยต้องยอมรับพร้อมใจต่อความเป็นจริง เราเสียใจได้ เราร้องไห้ได้ แต่เราฝืนความจริงไม่ได้ต่อเรื่องที่เกิด เมื่อเกิดขึ้นแล้วและมีการสูญเสียก็ต้องมีคนที่หายไป ทว่าคนนั้นไม่เคยจางหายจากความทรงจำเลย

กับ The Fault in Our Stars อาจไม่หนังรักที่มาพร้อมกับความแปลกใหม่ประการใด กระนั้นสิ่งที่น่ายกย่องในความสำเร็จที่ห่างไกลจากคำว่าซ้ำซากคือการพาให้ผู้ชมกับตัวละครเป็นไปอย่างครอบคลุมทุกสัดส่วน เนื้อเรื่องไม่ได้กลวงว่างเปล่าหรือบังเอิญจะละเลย น่าจะเรียกว่าเป็นหนังรักที่มีสูตรสำเร็จแบบดีเยี่ยมในการยกระดับตัวเอง บางทีความซ้ำซากแบบที่เรารู้สึกกับเรื่องนี้คงไม่ต่างกับชีวิตจริงที่เจอแต่เรื่องเดิมๆแต่จะมีสักกี่เรื่องที่ทำให้เราจำได้บ้างอย่างไม่เลือนลาง สิ่งนั้นคงเป็นสิ่งพิเศษแบบเดียวกับคนที่เรารักทั้งเวลาที่ใช้ร่วมกันไม่ว่าจะฐานะเพื่อนคนหนึ่งหรือคนรักคนหนึ่งก็ตาม แต่เราจะจดจำเอาไว้เสมอไม่เลือนลาง


IMDM 7.8/10
//www.imdb.com/title/tt2582846/
 
 
เขียนโดย : ณัฐพล จุ้ยใจเย็น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

รูปภาพของฉัน
เกิดปี 2538 (1995) แค่คนที่เรียนจบสาธารณสุขศาสตร์ แต่ชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ ที่เขียนรีวิวเพราะอยากแบ่งปันความรู้สึกที่ตัวเองมีให้อ่าน และกำลังทำช่อง YouTube เกี่ยวกับหนังสือ(การ์ตูนเป็นหลัก)