The Return of the Living Dead (1985) ผีลืมหลุม

The Return of the Living Dead (1985) | ผีลืมหลุม
Director: Dan O'Bannon
Genres: Comedy | Horror | Sci-Fi

คิดว่าหลายคนน่าจะเคยได้เห็นชื่อหนังผีลืมหลุมกันบ้าง เพราะชื่อนี่ค่อนข้างเด่น และแหวกแนวกว่าคนอื่นซะจริงๆ ในอีกแง่มุมคำว่าลืมหลุมมันมีหมายความได้ตรงประเด็นกับซอมบี้ได้ถูกต้อง โดยเฉพาะหนังเรื่องนี้ที่ซอมบี้ส่วนใหญ่ขึ้นมาจากหลุมศพ แล้วจะไม่ขอกลับลงหลุมอีกต่อ เพราะพวกมันหิว หิวอยากกินสมอง


เรื่องราวอันแสนวุ่นวายซอมบี้ลุกเพียงไม่ถึงวันเริ่มต้นที่การรับงานของเฟร็ดดี้ (Thom Mathews) ที่กำลังรับฟังแฟรงค์ (James Karen) ถึงระเบียบการควบคุมการทำงานต่างๆที่โกดังเก็บอุปกรณ์การแพทย์ ระหว่างที่ทั้งคู่หาเรื่องคุยอยู่นั้นเองแฟรงค์ได้ชวนคุยถึงเรื่องของต้องห้ามที่เก็บไว้ชั้นใต้ดินที่มีที่มาอันได้น่าสงสัย และบางอย่างที่เกิดขึ้นจริงแต่ถูกเก็บไว้เป็นความลับ ซึ่งสิ่งนั้นได้ตกมาอยู่ในโกดังแห่งนี้อย่างบังเอิญ เพราะคิดว่าเป็นการทำงานผิดพลาดของกองทัพที่ไม่รอบคอบ ด้วยที่ว่าความอยากรู้นี่แฟรงค์จึงอยากให้เฟร็ดดี้ไปดูกับตาเพื่อให้เชื่อว่านี่เป็นของอันตรายเมื่อครั้งอดีตเคยทำมาก่อน ทีแรกก็ถังเหล็กธรรมดา เมื่อเปิดมากลับเป็นหน้าตาของคน และเป็นไปได้ว่านั้นเป็นถังที่เก็บคนเอาไว้ทั้งถัง หนึ่งคนต่อหนึ่งใบ ทว่าเกิดข้อผิดพลาดเมื่อจู่ๆถังได้เกิดรั่วออกมา พ้นแก๊สลอยฟุ่งไปตามท่ออากาศ จากส่วนของแก๊สปริศนานี่เองที่ทำให้ห้องเก็บศพที่มีศพไว้ศึกษาเกิดมีชีวิตขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ สร้างความวุ่นวายน่าใจหายไปกันทั้งคู่ ทำให้ต้องเรียกหัวหน้า (Clu Gulager) มาช่วยเหลือ ซึ่งมันบานปลายเกินช่วยซะแล้ว


ก่อนจะรู้จักเรื่องนี้เคยรู้จักชื่อเสียง Night of The Living Dead กันมาบ้างหรือเปล่า ถ้ายัง ขอแนะนำให้ไปหาชมฉบับของ George A. Romero นับว่าเป็นหนังซอมบี้อีกเรื่องหนึ่งที่เข้าขั้นคลาสลิคกันเลยทีเดียว แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหนังเรื่องนี้นะเหรอ คือตอนที่แฟรงค์กับเฟร็ดดี้คุยกัน เนื้อหาประมาณว่าสิ่งที่เกิดขึ้นใน Night of The Living Dead คือเรื่องจริง ซึ่งถูกดัดแปลงมาอีกทีหนึ่ง โดยความจริงมีอยู่ว่าเหตุการณ์นั้นได้ยุติลงที่เจ้าพวกซอมบี้โดนอัดอยู่ในถัง หรือที่เรียกว่าแคปซูล คิดได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นภาคต่อก็เป็นได้ อาจจะเป็นภาคย่อยๆที่เข้ามาร่วมแจมสีสรรค์การนองเลือดครั้งใหญ่

หลังจากถังรั่วทำให้ศพเกิดขยับได้ เป็นใครคงต้องช็อคกันระนาว ก็เลยต้องช่วยกันจัดการซอมบี้นั้น วิธีแรกที่คิดได้เป็นใครต้องตอบว่าสมองไง ทำลายหัวมันซะ หึๆแต่นี่มันไม่ใช่ซอมบี้อย่างที่รู้จักกันนะสิคุณ เชื่อไหมล่ะขนาดตัดจนคอขาดก็แล้ว หั่นแยกส่วนแขนขาก็แล้ว มันยังจะขยับไปมาได้อย่างสบาย ฉะนั้นลบภาพลักษณ์เดิมเกี่ยวกับซอมบี้ที่ฆ่าได้ด้วยวิธียิงที่หัวไปได้เลย เพราะเรื่องนี้ซอมบี้หัวเป็นรูก็ไม่แน่ยังเข้ามากัดได้ ฟังแล้วเริ่มจะแปลกๆแต่นี่ยังหมดแค่นั้น ซอมบี้พวกนี้มันไม่ใช่นอกตำราสูตรเรื่องฆ่าอย่างเดียว ไหนจะมีหัวคิดในการวางแผนหลอกกินคน(ไม่สิสมองต่างหาก) ไหนจะเคลื่อนไหวเร็ว วิ่งได้ และที่พิเศษสุดนับแต่รู้จักหนังซอมบี้มาคือพวกมันพูดได้ หมายถึงคุยอ่ะ คุยอย่างเราๆเลย ออกเสียงชัดด้วย เป็นเรื่องเซอร์ไพรส์มาก


ในอีกแง่มุมหนึ่งนี่คือหนังเสียดสีซอมบี้ยุคเก่าๆและใหม่ทั้งหลาย ปกติเราชมหนังซอมบี้ที่ต้องยึดติดว่าพวกนี้มันไม่ฉลาดหรอก บางตัวเดินช้ากว่าจะถึง บางทีวิ่งเร็วทำเอาหอบ สุดท้ายก็ตายเหมือนกันถ้าเป่าหัว แต่ด้วยไอเดียใหม่แหวกแนวแถมเติมความเป็นซอมบี้เข้าไปถึงความต้องการอาหารว่าทำไปเพื่ออะไร

หนังมีคำตอบในตัวที่น่าสนใจ ประเด็นที่แตกต่างจากซอมบี้เรื่องอื่นคือการกินเฉพาะอย่าง นั้นคือสมองเท่านั้น ในขณะที่ส่วนอื่นไม่เอา แล้วทำไมต้องเลือกสมองอย่างเดียว เป็นคำถามที่น่าสงสัยอยู่เหมือนกัน เดิมทีการเป็นซอมบี้นั้นไม่ต่างจากคนตาย และคนตายที่เดินได้ปราศจากความเป็นคนไป หรือง่ายๆสิ่งที่แสดงออกผ่านพฤติกรรมรุนแรงทั้งหลายแล มาจากสัญชาตญาณแล้วส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งมาจากไวรัสตามที่หนังต้องการจะเขียนออกแบบออกมา ทำให้อดคิดไม่ได้ว่ายามเราหิวจัดจนหน้ามืดตามัวจะเป็นอย่างนี้กันหรือเปล่า โอเคหลังจากที่ตกใจว่าซอมบี้พูดได้ไปนั้น ทำให้ง่ายเลยว่าพวกมันทำไมต้องทำกันแบบนี้ อย่างตอนจับซอมบี้ครึ่งร่างมาวางบนเตียงเป็นอะไรที่ขนลุกดี ที่ถามซอมบี้นั้นว่าต้องการอะไร ซอมบี้ก็ตอบกลับไปว่าสมอง เพราะช่วยลดความเจ็บปวดลงได้ นี่อาจเป็นเหตุผลการคืนชีพผิดธรรมชาติที่ส่งผลเกินเยียวยากลายเป็นพวกคลั่ง ไร้สติ แต่ไม่ไร้ความสามารถ


การดำเนินเป็นเรื่องวางความลื่นไหลจากจุดเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่จนบานปลายระดับทางการอย่างฉับไว ไม่มีสะดุด หรือออกนอกประเด็นแต่อย่างใด หนังให้ความเป็นธรรมชาติอย่างมากกับสถานการณ์ในการแก้ปัญหา ทีแรกเหตุการณ์เริ่มด้วยซอมบี้หนึ่งตัว ซึ่งได้ช่วยกันแยกส่วนเพื่อนำไปจัดการเผาให้เรื่องจบๆ ซึ่งไม่รู้ว่าพอถึงจุดนี้หนังจะเพิ่มซอมบี้ต่อยังไงดี เพราะเท่าที่เห็นมีเพียงตัวเดียว แล้วเจ้านั้นถูกหั่นแยกส่วนเข้าเตาเผาไปเรียบร้อย แต่ใช่เลยตรงนี้เองที่เซอร์ไพรส์กับต้นกำเนิดซอมบี้เป็นอย่างมา เพราะปกติหนังซอมบี้จะมาจากการติดเชื้อจากคนเป็นเป็นส่วนใหญ่ แต่เรื่องนี้กลุ่มซอมบี้มาจากคนตายในสุสาน แต่เอ่ะ?แล้วมันมาได้ยังไง ย้อนกลับไปตอนที่ซอมบี้ตัวแรกถูกเผาแล้วกลายเป็นควันสิ นั้นแหละคำตอบที่ชัดเจนมากที่สุด แถมจังหวะฝนตกด้วย สารเคมีที่มากับควันจึงกลายเป็นน้ำฝนแล้วตกลงที่พื้นจากนั้นซึมลงดินเข้าหาซากศพที่ตาย สุดท้ายฟื้นคืนชีพกันหมดเลย แทนที่เรื่องจะจบด้วยโดยง่ายกลายเป็นช่วยเร่งเพิ่มซะงั้น นี่มันตลกร้ายชัดๆ

นอกจากการดำเนินเรื่องที่ไปเร็วมาเร็วยังเพิ่มสีสันด้วยการให้มุขตลกสอดแทรกเข้าไปตามจังหวะต่างๆ ทำให้ผลโดยรวมของหนังไม่ซีเรียสจริงจังเกินไปแต่ก็ไม่ถึงขั้นกลายเป็นหนังตลกซะทีเดียว เพราะความตลกในทีนี่จะพาไปกับความวุ่นวายใจของเหล่าตัวละครที่พยายามยับยั้งเหตุการณ์ร้ายๆ เช่น เฟร็ดดี้กับแฟรงค์ที่ตกใจกับอุปกรณ์แพทย์ที่จู่ๆมีชีวิตขึ้นมา หรือจะการความขันต่างๆที่อิงความร้ายกาจไปในตัว ทั้งนี้ต้องยอมรับว่านอกจากซอมบี้จะเก่งแล้วยังวางแผนด้วยอีก นับว่าประเสริฐ์ของแท้ ที่สำคัญการให้ซอมบี้มีความรู้สึกในใจด้วยยิ่งน่าหลงใหลไปอีกแบบ อย่างตอนที่รู้ว่าตัวเองเป็นซอมบี้ก็ต้องจัดการเผาตัวเองให้จบๆไปเพราะไม่อยากตกอยู่ในสภาพแบบนั้น เป็นเรื่องที่สะท้อนจิตใจไปอีกแบบ การให้เพลงประกอบยังเป็นไปตามยุคสมัยความร็อค แถมดนตรีประกอบยังโดนใจกับฉากที่เผาซอมบี้ตัวแรกแล้วเกิดควันไปปนกับน้ำฝน พอตีความหมายเพลงก็เริ่มเข้าใจเลยว่าบางอย่างกำลังเกิดขึ้นในไม่ช้า


แม้จะเป็นหนังเกรดบีแต่ไม่รู้เพราะอะไรหนังเก่าๆบางเรื่องมีคุณภาพเป็นหนังเกรดเอได้สบายๆเช่นเรื่องนี้ ส่วนความสยองจัดว่าไม่ค่อยมีมากพอให้แหวะอย่างซอมบี้เรื่องอื่นๆที่ควักไส้โชว์ตับ เนื่องจาก The Return of the Living Dead เน้นเรื่องสถานการณ์เป็นหลัก ทั้งยังเป็นที่ปิดอีกด้วย ฉะนั้นหนังวนเวียนอยู่แถวๆสุสานเท่านั้น

ที่ชอบคือให้ความสามัคคีเป็นหนึ่ง ปกติคงเจอบ่อยพวกงี่เง่าที่ทำอะไรนอกคอก แต่เปล่าเลยนะกับเรื่องนี้ ต่างคนต่างช่วยต่อต้านซอมบี้กันอย่างสุดกำลัง แม้จะผุดทางหน้าต่างยั่วเยี้ยเต็มไปหมด ที่แน่อีกล่ะกับผู้กำกับที่ได้มีผลงานตัวเองจริงซะทีเป็นเรื่องแรก จัดว่าเป็นการเริ่มต้นได้สวย

The Return of the Living Dead เป็นหนังประเภทซอมบี้อันดับต้นๆที่ชอบที่สุดเรื่องหนึ่งที่มาแหวกแนวกำลังพอดี ไหนจะมีมุขตลกให้พอเบาสมองเฮฮากับลูกเล่นที่แฝงมาอย่างธรรมชาติ จะว่าความสยองแบบแหวะมีไม่มากมากำลังพอดี สรุปเป็นหนังซอมบี้ในดวงใจที่ให้แง่คิดและมิติมุมมองใหม่ของสิ่งมีชีวิตที่ไร้ชีวิตให้มีชีวิตเพื่อความปรารถนา เฉกเช่นซอมบี้ต้องการลดความเจ็บปวดด้วยการกินสมอง แม้จะไม่ตาย ถ้าไม่ได้กินเท่ากับตกนรกทั้งเป็นกับความทรมาน ฉะนั้นเพื่อลดความเจ็บปวดแสนสาหัสจำต้องกิน

รูปภาพของฉัน
เกิดปี 2538 (1995) แค่คนที่เรียนจบสาธารณสุขศาสตร์ แต่ชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ ที่เขียนรีวิวเพราะอยากแบ่งปันความรู้สึกที่ตัวเองมีให้อ่าน และกำลังทำช่อง YouTube เกี่ยวกับหนังสือ(การ์ตูนเป็นหลัก)