Hulk (2003) มนุษย์ตัวเขียวจอมพลัง

Hulk (2003)
มนุษย์ตัวเขียวจอมพลัง
Director: Ang Lee
Genres: Action | Sci-Fi

ไม่ใช่ฝีมือการกำกับ Ang Lee ตกอย่างที่หลายคนกล่าวว่าถึงตัวหนังเรื่องนี้ที่เสนอความเป็นฮัลค์ได้แตกต่างอันเป็นผลลัพธ์ไม่พอใจแฟนๆบางกลุ่ม จมถึงการบ่นพึมพำในแง่วิจารณ์ในทางลบที่ว่าตัวหนังยืดเยื้อชวนหลับเหลือเกิน จากข้อเท็จจริงนี้เป็นความตั้งใจของตัวผู้กำกับที่ไม่อยากเสนอให้บ้าแอ็คชั่น หรือมันส์ไปความตื่นเต้นกับยักษ์เขียว เพราะในแง่ความอาภัพของซุปเปอร์ฮีโร่ตัวนี้เป็นความไม่แน่นอนของการเป็นตัวดีหรือร้ายได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งตัวเอกของเราใช่ว่าอยากจะโชว์พลังอย่างที่ซุปเปอร์ฮีโร่ตัวอื่นๆเป็น โดยยิ่งการช่วยเหลือสังคมที่ต่างมองว่าเขาไม่ใช่สิ่งที่น่าจะมาช่วยแต่เป็นการทำลายมากกว่า จึงเป็นไปได้ว่า Ang Lee ต้องการให้เห็นอีกมิติหนึ่งของฮัลค์


Hulk เล่าเรื่อง ดร.บรูซ แบนเนอร์ (Eric Bana) นักวิทยาสาสตร์ที่ค้นคว้าวิทยาการสมัยใหม่กับพลังรักษาตัวเองจากอาการบาดเจ็บ แต่เกิดอุบัติในห้องทดลอง ทำให้ร่างกายของเขาได้รับรังสีแกมม่าจนเกิดความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นสามารถกลายร่างเป็นฮัลค์ยักษ์เขียวตัวใหญ่มีพลังที่ทลายได้แทบทุกสิ่งที่ขวางหน้ายามโมโหโกธา ฮัลค์มีพลังมหาศาลยกของหนักๆได้สบายๆราวกับของเล่นเด็กในอุ้งมือ วิ่งได้เร็ว กระโดดได้ไกลหลายไมล์ มีพลังในการเยียวยารักาสมานแผลตัวเองได้อย่างราวดเร็ว ทั้งผิวหนังที่ทนทานต่ออาวุธหนักได้แทบทุกชนิด ทำให้เขาเป็นที่หมายตาของคนของรัฐบาลในฐานะวัตถุที่นำมาเป็นอาวุธประดิษฐ์กองทัพระดับมหาประลัย จึงถูกตามล่าอย่างไม่ลดละโดยนายพลธันเดอร์โบลท์ รอสส์ (Sam Elliott) ซึ่งดูเหมือนเขาเองมีความในใจบาดหมางบรูซมากกว่าก่อนจะยักษ์เขียวซะอีก และดูเหมือนเหตุการณ์ได้เครียดมากขึ้นจากการปรากฏตัวของเดวิล แบนเนอร์ (Nick Nolte) พ่อของบรูซ ที่จงใจทำอะไรบางอย่างเอาไว้มากมาย รวมถึงต้นเหตุเรื่องรังสีแกมม่า แต่เขาจะทำเพื่ออะไรกับลูกของตัวเอง เมื่อความเครียดมีมากเกินไปจะรับไหว จึงกลายเป็นผลของความโกรธอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งนั้นทำให้เขาไม่ใช่บรูซอีกต่อไป คนที่หยุดยั้งได้มีเพียงคนเดียว และคนนั้นคือหวานใจของบรูซ เบ็ตตี้ ลอสส์ (Jennifer Connelly) ที่ทำให้จิตใจของเขาสงบลง แต่จะนานแค่ไหนกันเมื่อมีคนต้องการตัวเขามากนัก

ด้วยความฮิตทีมาร์เวลกำลังขาขึ้นจากการทำหนัง X-Men (2000) และ Spider-Man (2002) จึงไม่แปลกที่จะมีการสานต่อโปรเจ็คใหม่ๆกับซุปเปอร์ฮีโร่ตัวอื่นๆออกมาบ้าง และหวยได้ออกที่การทำ Hulk ยักษ์เขียวที่มีการใช้เอฟเฟค CG แทนเมื่อก่อนที่จะเป็นคนตัวเป็นๆแสดง ทำให้ผลลัพธ์หน้าตารูปร่างแตกต่างจากของเดิมที่ใช้วิธีการถ่ายทำด้วยเทคนิคหลอกตา ทว่าเมื่อออกฉายจริงๆกลับทำรายได้ไม่เข้าเป้าอย่างที่คิด แถมเสียงวิจารณ์ยังแตกเป็นสองฝั่งระหว่างชอบกับไม่ชอบอย่างมาก


ฝั่งที่ไม่ชอบบอกว่าเสียดายเวลาที่การดำเนินเนื้อเรื่องยืดยาด กว่าจะเกิดฮัลค์ได้ต้องเล่าเรื่องราวต่างๆก่อน ก็ประมาณครึ่งชั่วโมงได้กว่าจะถูกรังสีแกมม่า แถมหนังยาวสองชั่วโมงกว่าๆด้วยนะคุณ และไม่มีความเป็นฮัลค์อย่างที่แฟนการ์ตูนคาดหวังเอาไว้ อีกด้านที่บอกว่าชอบให้เสียงว่าเป็นมิติใหม่สำหรับเรื่องที่ยังไม่ได้เล่าเกี่ยวกับจิตใจของฮัลค์ที่ต้องมีภาระผูกพันมาตั้งแต่เด็ก ซ้ำยังชื่นชมความพยายามในเนื้อหาใหม่ในการฉีกแนวรูปแบบความเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ออกไปจนกลายเป็นแนวใหม่ที่มีมากกว่าเรื่องต่อกรกับเหล่าร้าย

สำหรับเสียงที่ให้ทางลบนั้นมาจากการดำเนินเรื่องที่ทอดยาว ไม่มีความสนุกจากฉากแอ็คชั่นหรือความอัศจรรย์จากการแปลงร่างที่น่าจะมีให้เร้าใจกว่านี้ ซึ่งคนที่ชอบในฉบับคอมมิคคงอดคิดไม่ได้ว่าเป็นการนั่งดูหนังซุปเปอร์ฮีโร่ในมุมมองดราม่าเก็บกดที่เอาแต่ระบายเรื่องอดีตออกมาเป็นยักษ์เขียว ซึ่งอันที่จริงการปล่อยเรื่องปล่อยราวให้ยาวขนาดนี้เป็นจุดเสียที่ทำหนังดูอ่อนแอ ก่อนจะพยายามปล่อยยาวกับการโมโหของบรูซที่เล่นงานกองทัพพังกระจายจากฐานทัพตลอดจนข้างนอก ที่ตะลุยยาวตั้งแต่รถถัง เครื่องบิน ก่อนจะมาหยุดโทสะตอนที่เบ็ตตี้ปรากฏกายต่อหน้าฮัลค์ ฉะนั้นผู้ชมอาจให้ความสำคัญกับช่วงหลังมากกว่าช่วงแรกที่ปูรายละเอียดตัวละครได้อย่างลึกจนหน่าย แต่ถ้าขาดช่วงแรกบางทีดูช่วงหนังก็ไม่รู้เรื่องอีก เพราะสาเหตุต่างๆมาจากความลับของช่วงแรกที่จะอธิบายความนัยของช่วงหลังออกมา ที่น่าเสียดายนอกจากการดำเนินเรื่องที่ยาวแล้วยังมีนัยยะที่ซับซ้อนเกินเข้าใจในบางทีกับการขุดลึกตัวละครอย่างบรูซ และไหนจะความราบเรียบของตัวหนังที่ยังไม่เร้าอารมณ์มากพอจะชวนมันส์ได้เต็มที่บางจังหวะ และในทางตรงกันข้ามกับเสียงในแง่บวกที่ไม่ค่อยจะมีใครคิดเป็นประเด็นเชิงลึกของตัวละครบรูซที่ให้ทิศทางมากกว่าการเป็นฮีโร่ในสังคม เพราะถ้าสังเกตให้ดีฮัลค์ในเรื่องไม่ได้มีเจตนารมย์อยากกำจัดเหล่าร้ายหรือช่วยคนแต่อย่างใด นอกจากถูกคุกคามจากภายนอกอันเป็นเหตุจำเป็นทำให้บรูซต้องปลดผนึกตัวเองด้วยอารมณ์โกรธ ทำให้คิดได้ว่าต้นเหตุที่ทำให้ต้องกลายร่างเป็นยักษ์เขียวมาจากความเลวร้ายของกองทัพที่มีความต้องการไม่สิ้นสุด และเขาเป็นที่หมายตาชั้นเยี่ยมจากการถูกรังสีแกมม่าแล้วไม่เป็นอะไรเลย ซึ่งนั้นเป็นที่น่าสงสัยมาว่าทำไมบรูซถึงไม่ตาย ทว่าก่อนบรูซจะมีอสุรกายในตัวเขานั้นมีที่มาที่ไปตั้งแต่พ่อของเขา เริ่มจากการทำทดลองอย่างตั้งใจแบบไม่สนทิศทางจรรยาบรรณใดๆจนทดลองกับตัวเองแล้วเลยเลยเถิดมาถึงลูกของตัวเอง ซึ่งคนนั้นคือบรูซ จริงอยู่ว่าในฉบับการ์ตูนเริ่มที่ถูกรังสีแกมม่า แต่ฉบับนี้ทำให้เรื่องราวมีที่มาได้น่าเข้าท่ากว่าที่มีมาตั้งแต่เด็ก เพียงแค่ว่าเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น การถูกรังสีแกมม่าทำให้ในตัวบรูซมีการเปลี่ยนแปลงที่ไปกระตุ้นสิ่งที่พ่อตัวเองทำไว้ ในมุมมองหนึ่งบรูซคือลูกแท้ๆหรือหนูทดลองกันแน่
 

เมื่อบรูซเติบโตขึ้น เขารับรู้ความจริงว่าในร่างกายมีอะไรบางอย่างจากพ่อแฝงอยู่ หลังถูกกระตุ้นจากรังสีแกมม่าจนระเบิดผ่านความโกรธเป็นยักษ์เขียวจอมพลัง ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ทว่าการกลายร่างนั้นทำให้บรูซพึงพอใจคล้ายทุกครั้งที่แปลงร่างเหมือนตัวเองได้ปลดปล่อยความอัดอั้นต่างๆในชีวิตวัยเด็กออกมา มันทำให้รู้สึกโล่ง และเป็นอิสระจากทุกอย่างที่ตัวเองเคยเจอมากับความทรงจำร้ายๆช่วงเด็กที่ไร้ประสีประสาเกี่ยวกับพ่อของตัวเอง เขาได้รับการเลี้ยงดูจากความรักของพ่ออย่างอบอุ่น แต่ขณะเดียวกันพ่อของเขาก็เฝ้ามองสังเกตการณ์การเปลี่ยนแปลงของลูกชาย แต่ที่เป็นฝันร้ายจริงๆของบรูซคือการเห็นอุบัติเหตุเรื่องพ่อฆ่าแม่อย่างไม่ตั้งใจ เพราะเหตุนี้บรูซจึงฝันเกี่ยวกับประตูบานหนึ่งที่พ่อพาแม่เข้าไปข้างในก่อนหลังจากนั้นมีเสียงทะเลาะตามมา ทำให้บรูซมีปมเรื่องพ่อแม่ลึกอยู่ในใจราวกับห้องลับที่ไม่ต้องเปิดรับสิ่งนั้นด้วยความเป็นจริง ซึ่งด้วยกลวิธีนำเสนอการเจาะลึกตัวละครแบบนี้ทำให้เป็นการนอกเหนือความดั้งเดิมของมาร์เวลที่ควรจะเสนอความเป็นซุปเปอร์ต่อกรกับเหล่าร้ายมากกว่า

ที่มั่นคงกับเนื้อหาของ Hulk คือปมประเด็นของวิทยาศาสตร์ที่แสดงถึงด้านมืดออกมา ผ่านตัวละครเดวิลนักวิทยาศาสตร์ที่เห็นแก่ความอยากรู้อยากเห็นอยากลองมากกว่าเรื่องศีลธรรมจรรยาบรรณทั้งปวง เดิมทีโปรเจ็คการทดลองทำให้สัตว์ทดลองต่างๆมีผลที่น่าสนใจจนอยากลองกับคนบ้าง และเป็นเรื่องปกติที่เป็นของต้องห้ามที่นำมนุษย์มาทดลอง เขาจึงนำโปรเจ็คที่ตัวสร้างไปทดลองกับตัวเอง ซึ่งสืบทอดมาจนถึงลูกของตัวเองด้วยความตั้งใจเห็นผลในระยะยาว จนทำให้ลูกของตัวเองเป็นมากกว่าคนปกติที่คนธรรมดาควรได้รับ นอกจากนี้หนังยังย้ำอีกประเด็นหนึ่งด้วยการเอาเรื่องของกองทัพเข้าใส่ในการทำอาวุธ แน่นอนว่าบรูซไม่ยอมทำเพื่อสิ่งนั้น เพราะเขาเห็นว่าวิทยาการเหล่านี้ควรมีค่ากับทุกคนเพื่อชีวิตที่ดีกว่ามากกว่าจะเป็นเรื่องการธุรกิจ เมื่อบรูซกลายเป็นฮัลค์ทุกอย่างกลายเป็นวัตถุดิบชั้นดี เขาโดนหมายเล็งเพื่อนำดีเอ็นเอไปพัฒนาอาวุธ ซึ่งคนที่ลำบากอย่างเขาต้องแบกความทุกข์อย่างหนักทั้งเรื่องปมในใจ ทั้งสิ่งที่ตัวเองไม่ควรมีมา


กลับมาที่ตัวหนัง Hulk มีความโดดเด่นในเรื่องของเอฟเฟคในการสร้างตัวฮัลค์ออกมาที่เสมือนจริงเป็นไปตามยุคสมัย เช่น การเคลื่อนไหว หรือหน้าตาการแสดงอารมณ์ ทั้งเทคนิคที่สร้างเอกลักษณ์ของตัวเองด้วยการตัดต่อแบ่งช่องแบ่งฉากที่อิงมาจากรูปแบบของหนังสือการ์ตูน ทำให้มีความรู้สึกอ่านคอมมิคฉบับคนแสดงโดยไม่ต้องอ่าน ในแง่การดำเนินเรื่องค่อนข้าล่าช้า เก็บรายละเอียดเรื่องราวได้หนักหน่วง ฉากแอ็คชั่นมีความสนุกน้อยไปหน่อย แต่หวังได้มากกับช่วงหลังที่แสดงถึงความบ้าพลังได้อย่างสนุก รวมถึงการไล่ล่าไม่ลดละของนายพลธันเดอร์โบลท์ที่หนังมีความสนุกทดแทนกับความเบื่อได้สมใจ(ซึ่งอันนี้แล้วแต่คน) ส่วนฉากต่อสู้พอฟัดพอเหวี่ยงได้ระดับหนึ่ง แม้จะไม่เร้าใจอย่างที่ควรก็พอทำให้ดูเพลินขึ้นได้บ้าง แล้วเรื่องนักแสดงมีอยู่คนเดียวที่ตราตรึงใจคือ Jennifer Connelly ที่ส่งแววตาอันสวยงดงามได้อย่างสุดยอด ยิ่งตอนที่เข้าหาบรูซตอนเป็นฮัลค์แล้ว สายตาแบบนั้นทำใจละลายเลย คนที่เล่นเป็นบรูซคือ Eric Bana รายนี้รู้สึกแสดงได้ยังไม่อิ่มพอ สงสัยจะเป็นฮัลค์เท่านั้นที่พอจะแสดงสีหน้าชัดเจนมากที่สุด อีกมุมหนึ่งคงเพราะดู Black Hawk Down (2001) บ่อยไป ในใจเลยจดจ่อกับบทนายทหารที่พูดในตอนจบได้คำคาย เลยไม่รู้สึกว่าการเป็นบรูซจะเหมาะสมเท่าไหร่ เรื่องโทนของหนังค่อนข้างจะมาแนวอาร์ตหน่อยๆผสมกับเรื่องปมด้วย ยิ่งทำให้ดูมีพลังในตัวแบบเชิงนัยยะลงลึก ตัวหนังเลยเพี้ยนจากความดั้งเดิมเป็นแนวสะเทือนอารมณ์แทน

เอาเป็นว่าสองเสียงสองฝั่งนี้ก็แล้วแต่แนวของบุคคลจริงๆ เพราะเนื้อหาฉีกแนวปฐมบทไปคนละเรื่องละราว จากแอ็คชั่นซุปเปอร์ฮีโร่เป็นแนวสะเทือนซุปเปอร์ฮีโร่แทน ใครชอบก็ชอบใครไม่ชอบก็ไม่ชอบ เพราะเรื่องราวมีความสมจริงในพื้นฐานความยุ่งยากภายใต้จิตใจกับภาระที่สุดแสนอาภัพที่โกรธไม่ได้ ถ้าอยากได้อะไรที่เบาสมองไม่ซับซ้อนก็คิดข้ามได้เลย เพราะ Hulk ไม่ได้เกิดเพื่อแอ็คชั่นเอามันส์ เพียงเป็นการต่อสู้ของคนๆหนึ่งทั้งชีวิต

ไม่มีความคิดเห็น:

รูปภาพของฉัน
เกิดปี 2538 (1995) แค่คนที่เรียนจบสาธารณสุขศาสตร์ แต่ชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ ที่เขียนรีวิวเพราะอยากแบ่งปันความรู้สึกที่ตัวเองมีให้อ่าน และกำลังทำช่อง YouTube เกี่ยวกับหนังสือ(การ์ตูนเป็นหลัก)